“กษิต ภิรมย์” ชี้ความยิ่งใหญ่ของ “ดร.มหาเธร์” ต้องเดินหน้าสร้างชาติ-ไม่แก้แค้น

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ผลการเลือกตั้งของเพื่อนบ้านอย่าง “มาเลเซีย” ทำให้หลายคนไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นเกือบทั้งโลก ต่างหันกลับมาจับตาที่มาเลเซีย การก้าวคืนสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีอีกครั้งของ ชายวัย 92 ปี “ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด” อดีตนายกรัฐมนตรี แนวร่วมฝ่ายค้าน “ปากาตัน ฮาราปัน  หรือ แนวร่วมแห่งความหวัง นำ และพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ สามารถคว้าที่นั่ง ส.ส. รวมกันไปได้ 121 ที่นั่ง ขณะที่ พรรคอัมโน ของ นายนาจิบ ราซัค วัย 64 ปี ได้ที่นั่งทั้งหมด 79 ที่นั่ง พร้อมโค่นพรรคอัมโนที่ครองอำนาจยาวนานถึง 61 ปี

ทำไม..คนยังจดจำชายวัย 92 ปี เมื่อกลับมาเลือกตั้งแล้วคนถึงเลือกกลับมา ?

กษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมา ส่วนตัวไม่แปลกใจที่ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นแบบนี้ แต่แปลกใจว่าทำไมผลถึงห่างมากถึง 40 เสียง เพราะก่อนหน้านั้นกระแสข่าวก็ยังเทไปให้อดีตนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัคอยู่ ส่วนคะแนนที่ ดร.มหาเธร์ ได้นั้นน่าจะมาจากกลุ่มคนจีน คนจากชมพูทวีป รวมทั้งความน่าเชื่อถือของดร.มหาเธร์ ที่มีมาอย่างยาวนานที่จะเรียกคะแนนจากชาวมาเลเซียเชื้อสายมลายู เมื่อมารวมกับสองกลุ่มแรกก็ทำให้ได้เสียงข้างมากได้ ส่วนฝ่ายนาจิบ ราซัค น่าจะคิดว่าดร.มหาเธร์เพิ่งจะเข้ามาสู่สนามการเมือง ไม่น่าจะดึงคะแนนของพวกมลายูได้ นี่อาจเป็นการประเมินต่ำไป ว่าเขาแก่แล้วลงจากเวทีการเมืองไป 20 ปี และความสำเร็จในอดีตคนคงลืมไปแล้ว นาจิบ ราซัคจะคงลืมไปว่าเขายังมีอิทธิพลอยู่อีกมาก รวมทั้งพอ ดร.มหาเธร์พูดว่าเขาเป็นคนสร้างชาติ เป็นคนที่สร้างมาเลเซียให้มาสู่ประเทศที่กำลังพัฒนาของทั้งโลก จึงทำให้มีคะแนนนิยมอยู่

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มองว่า ก็ตึกแฝดสูงสุดในมาเลเซียอย่าง “เปโตรนาส” รวมทั้งความเจริญต่างๆ ถนน ต้นไม้ ความสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้ทำให้ ดร.มหาเธร์ ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำ และตลอด 20 ปีของเขา ทำให้มาเลเซียไม่น้อยหน้าใคร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ  ที่ผ่านมาเขายังไม่ได้ทิ้งมาเลเซีย เขายังเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ ยังให้สัมภาษณ์อยู่ และเขาคิดว่าเขาเป็นคนที่ผู้สร้างชาติ แต่ในระยะเวลาหลายสิบปีนี้เขาน่าจะมองว่านาจิบเป็นคนที่ทำลายชาติ เมื่อเขาตัดสินใจว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ เริ่มจากมาร่วมเดินขบวนแล้วก็มาตั้งขบวนการทางการเมือง รวมทั้งไปจับมือกับอันวาร์ อิบราฮิม และเขาต้องการรักษาสิ่งที่เขาสร้างมาให้คนรุ่นหลังรักษาต่อไป เขาคิดว่าเขาอยู่เบื้องหลังแบบที่เคยอยู่กดดันเบื้องหลังอาหมัด บันดาวี อดีตนายกรัฐมนตรี แต่บันดาวีไม่แข็งแกร่งเหมือนกับนาจิบ ไม่อยากจะรบราฆ่าฟัน แต่พอยุคของนาจิบ ดร.มหาเธร์เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ในการประชุมใหญ่ของพรรคอัมโน จนโดนให้ไปนั่งปลายแถวแทนที่จะเป็นแถวหน้าแทน และไม่ให้ขึ้นพูดสร้างความขายหน้าให้กับ ดร.มหาเธร์ ที่เป็นทั้งอดีตหัวหน้าพรรค อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำทางจิตวิญญาณ เรื่องนี้น่าจะมีส่วนให้เขาเจ็บแค้น เพิ่มเติมจากที่นาจิบจะมีการทุจริต ใช้อำนาจโดนมิชอบ บริหารงานแบบไม่มีธรรมาภิบาล แล้วจึงคิดว่าเขาปล่อยไปไม่ได้ ต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใด แม้กระทั่งไปจับมือกับศัตรูทางการเมืองอย่าง “อันวาร์ อิบราฮิม” ที่ตัวเองจับเข้าคุกมาเอง แล้วเขาทำได้แล้วก็กล้าเสี่ยง

“คิดว่าถ้าผลเลือกตั้งออกมาแล้ว ดร.มหาเธร์ไม่ชนะ คิดว่าเขาคงอยู่ในมาเลเซียลำบาก แล้วจะเป็นที่ตลกขบขัน คืออายุขนาดนี้แล้ว ยังมีโลหะ โทสะและคิดว่าคนจะมองเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย”
 

ขณะที่ ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ บอกว่า  ก่อนหน้านี้ ดร.มหาเธร์บอกว่า นาจิบจะชนะการเลือกตั้งได้มาจากการโกงเลือกตั้งเท่านั้น ขณะที่พรรคอัมโนของนาจิบ เสียงส่วนใหญ่จากชนบท แต่ดร.มหาเธร์ บอกว่าคะแนนเสียง 10 เปอร์เซ็นต์จากคนชนบทจะมาเทให้เขา แนวร่วมแห่งความหวัง ก่อนการเลือกตั้งนั้นข่าวจากพรรครัฐบาลมันมากกว่า ว่ารัฐบาลเข้มแข็งพอที่จะให้มีการเลือกตั้ง คุมการเลือกตั้งได้ มีกฎหมายแปลกๆออกมา มีการจัดเขตเลือกตั้งใหม่ รวมถึงกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (1MDB) จนมีการเปลี่ยนตัวรองนายกรัฐมนตรี เรียกว่าทำทุกอย่างจนคะแนนเสียงดีขึ้น แต่ต้องยอมรับว่านาจิบมีเรื่องที่ทำให้ประชาชนไม่ชอบใจนักหลายเรื่องจนทบอยู่ในใจ แตกต่างจาก ดร.มหาเธร์ ที่คนยังจำความรู้สึกดีๆ ความทรงจำที่รุ่งเรืองเคยกลับมา

ดร.มหาเธร์ ต้องอยู่ในสถานการณ์ “เข็นครกขึ้นภูเขา”

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ว่า ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งมีการบอกว่า ดร.มหาเธร์นั้นต้องอยู่ในสถานการณ์ “เข็นครกขึ้นภูเขา” เพราะต้องเจอกับคู่ต่อสู่ที่เตรียมการมาดี มั่นใจในตัวเอง และคาดหมายว่าจะได้ นาจิบก็มีการวางแผนไว้หลายอย่าง เช่น ให้คนที่ไม่สนับสนุนพรรคอัมโน ในการออกมาออกเสียงได้ยากขึ้น จากระยะทางไกล เลือกตั้งวันพุธ มีการกำหนดเขต แต่เสียงที่ ดร.มหาเธร์ คาดไว้ว่าจะได้คือ “เสียงเงียบ” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาอย่างล้นหลาม หลังจากผู้คนเหล่านี้ไม่ได้ออกมาเลือกตั้ง โดยกลุ่มฝ่ายค้านที่มีการรวมกลุ่มกันไว้ 4 กลุ่ม แม้จะมีเวลาน้อยแต่ก็สามารถรวมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม

จุดชี้ขาดที่ทำให้ “นาจิบ ราซัค” ไม่ได้รับชัยชนะ ?

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บอกว่า นาจิบคงไม่ได้ดูความรู้สึกชอบธรรมของคนมาเลเซีย ว่าสิ่งที่ทำมาในรัฐบาลนาจิบ มีการโกงกินกันมหาศาล และเขาลืมคิดว่าจิตสำนึกของคนมาเลเซีย เรื่องศีลธรรมเหล่านี้ เขาคิดเรื่องความถูกความชอบเป็นสำคัญ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่ต้องของชมชาวมลายู เอาเรื่องความถูกต้องมาเป็นตัวตัดสิน ไม่ได้เห็นแก่ได้มากกว่าโครงการประชานิยม และชาวมลายูเหล่านี้น่าจะคิดว่า เมื่อดร.มหาเธร์ชนะเลือกตั้งแล้ว เขาจะไปเลิกในสิ่งที่เขาทำได้อย่างไร คนมาเลเซียไม่เชื่อจุดขายของนาจิบ ที่ว่าเลือก ดร.มหาเธร์ แล้วสิ่งที่เคยมีมาจะไม่มี เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนมาเลเซียสามารถแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร และมองว่ายุคนี้ไม่สามารถปิดหูปิดตาประชาชนได้

 


ความยิ่งใหญ่กว่าคือการไม่แก้แค้น..

“กษิต” มองว่า ดร.มหาเธร์ เป็นเสือเฒ่าแห่งการเมือง ตนมองว่าด้วยประสบการณ์ทางการเมือง หากหุนหันกลับไปแก้แค้นจะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนต่อไป มันจะไม่สงบ ไม่มีเสถียรภาพ และเมื่อได้คะแนนมหาศาลขนาดนี้ ความยิ่งใหญ่กว่าคือการไม่แก้แค้น ส่วนการทุจริตเรื่องกองทุนนั้น มันมีกระบวนการยุติธรรมที่มีครรลองของมันอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้ราบรื่นเพราะมีเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกแซง รวมทั้งยังมีคดีอยู่ในต่างประเทศอยู่ด้วย ตนคิดว่า ดร.มหาเธร์เป็นผู้นำที่มองไปข้างหน้าดีกว่ามาเสียเวลาไปยุ่งกับการแก้แค้นทางการเมือง อะไรที่ไม่ชอบมาพากลท่านจะปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมโดยที่ไม่เข้าไปแทรกแซง ส่วนคะแนนที่มามหาศาลนั้นตนคิดว่า เขาก็ไม่ได้อยากให้ ดร.มหาเธร์กลับมาแก้แค้น แต่อยากให้กลับมาสร้างชาติ เพราะตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น มาเลเซียตกต่ำลงไปมาก และมองถึงผู้ที่จะมาสืบทอดเจตนาของ ดร.มหาเธร์ในอีก 2 ปีข้างหน้า คือ อันวาร์ อิบราฮิม ที่คิดว่าไม่มีกี่เดือนน่าจะได้รับพระราชทานอภัยโทษเพื่อออกจากเรือนจำ ก็จะทำให้เกิดความต่อเนื่องกันมา  มองว่ากลุ่มแนวร่วมน่าจะอยู่ยาว แต่เมื่อครบวาระ 2 ปี ดร.มหาเธร์น่าจะผันตัวไปอยู่เบื้องหลังต่อไป


ส่วน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มองว่า ชายวัย 92 คนนี้ ไม่ใช่ไม่เคยมีปัญหาสุขภาพ เขาเคยผ่าตัดหัวใจมาแล้ว แต่ว่าหลังจากนั้นก็แข็งแรงมาโดยตลอด เขาเป็นคนขยันขันแข็ง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เคยเล่าให้ฟังว่า ดร.มหาเธร์เคยบอกว่า เขาเป็นคนที่จะตั้งนาฬิกาเร็วกว่าเวลาปกติเสมอ เพื่อที่จะได้ตื่นขึ้นมาทำงานให้เร็วขึ้น ตอนที่เขาหลุดจากอำนาจไป เขามีความรุ่มร้อนเพราะว่าเขาไม่เห็นการพัฒนาเหมือนตอนที่ตัวเองอยู่ และสมัยของนาจิบเป็นช่วงที่เงินริงกิตตกต่ำมาก พอผลเลือกตั้งออกมาทำให้ค่าเงินมาเลเซียแข็งขึ้น ก็เป็นความมั่นใจของชาวมาเลเซียที่มองว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น

แล้ว “ไทย” ต้องกลัว “มาเลเซีย” ไหม ?
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ไทยควรจะกลัวแต่ควรจะยินดีกับมาเลเซียมากกว่า และระบบเศรษฐกิจของเราไม่เหมือนกัน มันไม่ได้แข่งกัน เมื่อเขาเจริญขึ้นเขาก็ต้องซื้อข้าว ซื้ออาหาร เพราะเขาผลิตไม่พอ เราก็ขายได้ ถ้าเราจะพัฒนาอาหารฮาลาล เราก็เป็นอู่ข้าวอู่น้ำให้กับเขาได้ ถ้าเขามีมากขึ้นเขาก็มาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น การเมืองต่อจากนี้เขาก็ไม่น่าจะมีสะดุดแล้ว เพราะเขาสะดุดกับคอร์รัปชั่นมานาน 

“สิ่งที่เกิดขึ้นที่มาเลเซีย เป็นบทเรียนให้กับทุกพรรคการเมืองในประเทศไทย ว่าต้องเอาเรื่องชาติมาก่อน ต้องมีนโยบายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ต้องลดความเหลื่อมล้ำ เป็นสิ่งที่ทุกพรรคการเมืองต้องทำดำเนินการไปในทางนี้ ที่ผ่านมาเป็นเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ในพรรคการเมือง ถ้าเราไม่อยากน้อยหน้ามาเลเซียก็ต้องดูเป็นแบบอย่าง” กษิต ภิรมย์ ย้ำ 

ศ.ดร.จรัญ ระบุว่า ต่อจากนี้ประเทศมาเลเซียจะไปไกลมาก ไม่ใช่แค่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะในหมู่ประเทศมุสลิมเขาก็ได้รับการยอมรับและเขายิ่งเจริญในหลายเรื่องก็จะส่งผลดีต่อประเทศไทย

ด้าน “ปรางทิพย์ ดาวเรือง”  นักข่าวและนักวิจัยอิสระ เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดจากประเทศมาเลเซีย ว่า  ตอนนี้สื่อมาเลเซียกำลังถ่ายทอดอยู่ มีขบวนรถของอดีตแนวร่วมฝ่ายค้าน ที่กำลังเป็นแนวร่วมของรัฐบาล กำลังเดินทางเข้าไปพระราชวังเพื่อจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัด ที่ 5 ในเวลาประมาณ 21.30 ตามเวลาของประเทศมาเลเซีย หลังจากมีการเลื่อนเวลามา โดยบรรยากาศที่นี่สั่นคลอนมาก เพราะตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แถลงข่าวยอมรับผลตัดสินของประชาชน แต่ในเรื่องของการแต่งตั้งผู้ที่จะมานำรัฐบาลใหม่ ขอให้สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ทรงเป็นผู้ตัดสิน จริงๆแล้วจะต้องตัดสินจากพรรคที่มีเสียงข้างมากที่สุด เรื่องนี้เป็นปัญหาของการตีความเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะว่าทางฝ่ายของมหาเธร์ นั้นเขาไม่ได้นับเป็นพรรค แต่เขานับเป็นแนวร่วมที่มีหลายพรรคอยู่รวมกัน ซึ่งมีการเซ็นเอกสารร่วมกันแล้วว่าจะให้เขาเป็นตัวแทนเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการแถลงข่าวตอบโต้จากมหาเธร์และคณะในช่วงเที่ยง จากนั้นก็มีกำหนดการไปเข้าเฝ้าทำพิธีแต่งตั้งในเวลา 17.00 น.ที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็มีการเลื่อน ก่อนจะมีข่าวออกมาอีกครั้งช่วงค่ำว่าจะมีพิธีในเวลา 21.30 น.ตามเวลาของมาเลเซีย

นักวิจัยอิสระ ระบุว่า ส่วนตัวมองว่าการเลื่อนครั้งนี้เป็นการเลื่อนที่ผิดปกติ เป็นการเลื่อนที่อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ บรรยากาศคุกรุ่น และการแถลงข่าวของมหาเธร์ช่วงกลางวันนั้น เขาก็บอกว่าเขามีสิทธิอันชอบธรรมและจำเป็นที่สมเด็จพระราชาธิบดีฯ ต้องแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีในทันที เพราะในตอนนี้ไม่มีรัฐบาล เพราะรัฐบาลเดิมของนาจิบ ราซัค หมดอายุไปแล้วตั้งแต่ผลเลือกตั้งออก จึงต้องตั้งหัวหน้ารัฐบาล ที่จะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ ไม่เช่นนั้นก็จะมีช่องว่างทางการเมืองเกิดขึ้น ตอนนี้บรรยากาศที่มาเลเซียนิ่งเงียบและก็รอ แต่ก็มีข่าวลือตามประสา เพราะเป็นการเปลี่ยนผ่าน และเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งยิ่งใหญ่ของมาเลเซีย ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งธรรมดา เป็นการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่ 61 ปีที่มีพรรคการเมืองเดียวเป็นรัฐบาลมาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความไม่สบายใจกับประชาชนเพราะมีข่าวลือตลอดทั้งวัน และยังไม่มีพิธีแต่งตั้งเสียที

 

ชมคลิปที่นี่.. "อดีตรมว.ตปท." ชี้ ชาวมาเลย์ เทใจให้ “มหาเธร์” เพราะสุดทน “นาจิบ” เอี่ยวทุจริต – เอื้อพวกพ้อง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ