สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้จะเป็นอีกวันหนึ่ง ที่ชาวปาเลสไตน์จะจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ เพื่อประท้วงการย้ายสถานทูตสหรัฐมายังนครเยรูซาเล็ม เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 70 ปี ที่ชาวปาเลสไตน์กลายเป็นผู้อพยพพลัดถิ่นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากอิสราเอลสถาปนาตัวเองเป็นรัฐเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1941 ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า เหตุนองเลือดจะปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อวานนี้ที่มีผู้เสียชีวิตไปถึง 58 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ทำให้มีการเสียชีวิตมากที่สุดภายในวันเดียว นับตั้งแต่สงครามกาซาเมื่อปี 2014
โฆษกองค์การสหประชาชาติและผู้นำปาเลสไตน์ออกโรงประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และไม่ต่างจากการสังหารหมู่ ทำให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ต้องออกมาชี้แจงว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นเป็นการปกป้องพรมแดนของตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ทุกประเทศ ด้านทำเนียบขาวไม่ได้มีท่าทีประณามความรุนแรงครั้งนี้บอกเพียงว่า เรื่องนี้เป็นความผิดของกลุ่มก่อการร้ายฮามาส หวังทำลายอิสราเอลโดยใช้ชาวปาเลสไตน์เป็นโล่มนุษย์ ภาพความรุนแรงจากการปะทะกัน ต่างจากบรรยากาศในพิธีเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในนครเยรูซาเลมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 100 กิโลเมตร
ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิด เนื่องจากต้องไปเยี่ยม เมลาเนีย ทรัมป์ ซึ่งกำลังเข้ารับการผ่าตัดไตในวันเดียวกัน ทรัมป์ จึงส่ง อิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวคนโต พร้อม จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขย ไปร่วมพิธีเปิดสถานทูตที่นครเยรูซาเลมแทนตน ส่วนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็แสดงความยินดีผ่านวีดีโอลิงก์ โดยยังยืนยันว่าการเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ที่เยรูซาเลมจะนำมาซึ่งสันติภาพ พร้อมย้ำว่าตนยังพร้อมเป็นคนกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างทั้งสองฝ่าย