ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เปิดเผยว่า วันศุกร์นี้ ( 25 พ.ค. 61) จะเชิญผู้ผลิตและผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ รวมถึง ซัพพลายเออร์มาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้า และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า มีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้ามากน้อยเพียงใด ซึ่งเบื้องต้นยังไม่เห็นผลกระทบที่ตะต้องปรับเพิ่มราคาจำหน่ายสินค้า และยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเสนอขอปรับขึ้นราคาเข้ามา โดยกระแสในโลกออนไลน์ ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และทำให้เกิดความตื่นตระหนกกับสังคม จึงอยากให้ประชาชนพิจารณา และเชื่อถือข้อมูลให้รอบคอบ เช่นเดียวผู้ค้าที่อย่าฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยอ้างกระแสการปรับขึ้นราคาของพลังงาน เพราะจากการศึกษาพบว่า ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงมา และทำให้ผู้ประกอบการขนส่งจะปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้น 5% มีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าบ้าง แต่จะส่งผลกระทบราคาขายสินค้าไม่เกิน 0.5% โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือสินค้าที่มีน้ำหนักมาก คือ ปูนซีเมนต์ ซึ่งมีผลกระทบประมาณ 0.5% ส่วนสินค้าได้รับผลกระทบน้อยสุด คือ ผ้าอนามัย โดยราคาปรับขึ้นเพียง 0.0032% เท่านั้น
ส่วนราคาก๊าซหุงต้มที่ปรับขึ้นมา อยู่ที่ 395 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัมนั้น มีผลกระทบกับราคาอาหารปรุงสำเร็จมากสุดไม่เกิน 15-20 สตางค์ ต่อจาน จึงไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ผู้ค้ามีการปรับขึ้นราคาอาหารปรุงสำเร็จสูงเกินควร ซึ่งหากผู้บริโภคพบเห็นการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569
ขณะเดียวกันได้ให้ร้านค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วประเทศ รวมไปถึงผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่าย หรือซัพพลายเออร์ ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลง 20 -50% สำหรับการจำหน่ายในร้านค้าโชห่วย และร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ในช่วงระหว่างวันที่ 25-30 มิถุนายน และ 11-15 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาวะค่าครองชีพประชาชนผู้มีรายได้น้อย ให้ได้ซื้อสินค้าจำเป็นมนราคาที่ถูก รวมถึงส่งเสริมให้มีการใช้จ่ายในร้านค้าส่งค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือ โชห่วย ในท้องถิ่นมากขึ้นด้วย ซึ่งขณะนี้ร้านค้าเครือข่ายมีอยู่ประมาณกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ และคาดว่าจะสร้างรายได้หมุนเวียนต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาทต่อรอบ
ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย กล่าวว่า ในช่วงนี้ยังไม่มีสินค้าที่ปรับขึ้นราคาจากราคาน้ำมัน เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ดี ทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าขึ้นราคาสินค้า เพราะจะกระทบกำลังซื้อ จะมีเพียงข้าวหอมมะลิที่ราคาเริ่มปรับขึ้นมาแล้ว เฉลี่ย 10 บาท ต่อถุงขนาด 5 กิโลกรัม เพราะราคาข้าวหอมมะลิสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งจากต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งค่าแรง และราคาน้ำมันอาจจะทำให้สินค้ามีการปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหลังเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปได้ เพราะผู้ผลิตเริ่มใช้ราคาต้นทุนใหม่