วันนี้ (26 พ.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากย้อนกลับไปดูข้อมูลการสอบสวนคดีทุจริตเงินทอนวัด ของวัดดังในกรุงเทพมหานคร จะพบจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ “เงิน” ที่วัดได้รับมาสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และไม่ได้ทำโครงการต่างๆตามที่เขียนบิกเงินไว้ ถูกโอนออกไปไว้ในบัญชีของฆราวาส ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้หญิง จึงนำไปสู่การสอบสวนในประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพระกับผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งรวมอยู่ในสำนวนคดี
ขณะที่มีข้อมูลที่น่าสนใจ จากการสอบปากคำผู้หญิง ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คนหนึ่ง ซึ่งให้การพร้อมร้องไห้ตลอดเวลา มีเนื้อหาว่า เคยมีอาชีพเป็นหมอนวดแผนโบราณเมื่อ 2-3 ปีก่อน และได้รับคำแนะนำให้รู้จักกับพระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าเป็นพระ เพราะปรากฏตัวด้วยการสวมชุดซาฟารี สวมหมวกแก๊ป เมื่อเข้ามาในสถานบริการ จะเรียกแทนตัวเองว่า “เฮีย” และเมื่อมาใช้บริการนวดหลายครั้ง ก็เอ่ยปากขอมีเพศสัมพันธ์ โดยเสนอเงินให้ 3 หมื่นบาท ซึงหญิงคนนี้ยินยอมเพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน หลังจากนั้น ก็มีเพศสัมพันธ์กันอีกหลายครั้ง โดยให้เงินครั้งละ 2 -3 หมื่นบาท จนกระทั่งหญิงคนนี้สงสัยพฤติกรรม “เฮีย” จึงยอมรับว่าเป็นพระสงฆ์ และยื่นข้อเสนอใหม่ว่า จะให้เงินเดือนละ 3 หมื่นบาท เพื่อให้เลิกทำอาชีพหมอนวด และส่งเงินให้ไปเรียนเสริมสวยแทน ซึ่งตรงกับข้อมูลการลงพื้นที่สอบสวนของตำรวจ
มีรายงานต่อว่า หลังจากเข้าเรียนที่โรงเรียนเสริมสวย ก็เริ่มให้ลูกศิษย์ผู้ชายพาเข้าไปพบภายในกุฏิที่วัดแทน ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยจะต้องบีบนวดก่อนมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง ไม่เว้นแม้ในเวลาที่มีการจัดกิจกรรมทางศาสนาของวัด รวมทั้งมีพฤติกรรมพูดคุยเรื่องทางเพศผ่านทางโทรศัพท์ด้วย แต่ก็ยอมทำทั้งที่รู้ว่าไม่เหมาะสม เพราะต้องการใช้เงิน และเริ่มชอบพอกับพระผู้ใหญ่รูปนี้ จนกระทั่งประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ก็ถูกกีดกันไม่ให้เข้าพบ จนมาทราบว่า ไปมีผู้หญิงคนอื่น
นอกจากพระผู้ใหญ่รูปนี้ การสืบสวน ยังพบพระผู้ใหญ่อีก 2 รูป ที่ถูกออกหมายจับ มีความสนิทสนมกับสีกาอย่างน่าสงสัยเช่นกัน เช่น การโอนเงินต่อไปให้กับสีกา และยังเดินทางไปต่างประเทศด้วยกัน ปีละกว่า 10 ครั้ง และเมื่อตรวจสอบที่นั่งโดยสารย้อนหลัง พบว่านั่งข้างกันเสมอ ส่วนพระผู้ใหญ่อีกคนหนึ่ง มีพฤติกรรมการเดินทางไปกับสีกา อดีตข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่งเสมอเช่นกัน
นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า การเข้าตรวจค้นกุฏิพระผู้ใหญ่หลังหนึ่งที่ถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่พบแผ่นวีซีดีหนังลามกอนาจารจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ในกุฏิด้วย แต่ในทางคดี พนักงานสอบสวนไม่สามารถดำเนินคดีเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ได้ เพราะเป็นพฤติกรรมสมยอม และการที่จะจับพระสึกจากสมณะเพศโดยการกระทำผิดเนื่องจากประพฤติอาบัติปาราชิกซึ่งเป็นความผิดขั้นสูงสุดนั้นจะต้องจับขณะที่พระสงฆ์กำลังเสพสังวาส แต่อาจจะส่งประกอบสำนวนให้กับพนักงานอัยการด้วย ขึ้นอยู่กับในที่ประชุมพนักงานสอบสวน
ส่วนความคืบหน้า คดีเงินทอนวัด กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ยังคงเดินหน้าตรวจสอบคดีทุจริตเงินทอนวัดอย่างต่อเนื่อง โดยในล็อต ที่ 4 ได้ตรวจสอบข้อมูลไปแล้ว 10 วัด พบความเชื่อมโยงว่ามีพระชั้นผู้ใหญ่ระดับจังหวัดเข้ามาเกี่ยวข้อง พระบางวัดที่ถูกตรวจสอบให้การว่า เคยมีอดีตพระมหาเถรสมาคมที่มรณภาพไปแล้ว ส่งคนมาติดต่อ ของเงินอุดหนุนวัดคืน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีวัดไหนและใครเกี่ยวข้องบ้าง
สำหรับ คดีความที่เกิดขึ้นกับพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปครั้งนี้ พุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาทำบุญที่วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร บอกว่า ไม่ทำให้ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาลดลง เพราะการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นเฉพาะบุคคล ส่วนการติดตาม พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และ พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศารามที่ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ คดีเงินทอนวัดที่ยังหลบหนี พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม ระบุว่ายังไม่มีใครติดต่อขอเข้ามอบตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตาม และยังไม่ปักใจเชื่อกรณีที่ศิษย์คนใกล้ชิดพระหรหมสิทธิ อ้างว่า พระพรหมสิทธิอยู่ในสถานที่ปลอดภัย มีบุคคลคอยดูแล ย้ำหากพบว่าบุคคลใดให้ที่พักพิงจะมีความผิดด้วย