“สมรภูมิเด็กเล็ก เด็กไม่เคยได้เล่น สนามเด็กเล่น ไม่มีเคยได้เล่นเลย เลิกเรียนรีบพาลูกฝ่ารถติด ไปเรียนพิเศษ”
นี่เป็นเสียงสะท้อนของผู้ปกครอง “เด็กเล็ก” คนหนึ่ง พูดในที่ประชุมของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เธอมองว่า เด็กเล็ก กำลังสูญเสีย สิ่งที่ต้องเรียนรู้ตามวัยไป เพราะระบบออกแบบให้เกิดการแข่งขันสูง ตั้งแต่การเข้าเรียนต่อชั้น ป.1
ครอบครัววงศ์มั่นกิจการ ตัดสินใจเลี้ยงลูกแบบบ้านเรียน หรือ Home School มาแล้ว 12 ปี เพราะมองว่า “การศึกษาในระบบ” ไม่ตอบโจทย์ชีวิตลูกทั้ง 4 คนที่กำลังเติบโตในสังคมที่เปลี่ยนแปลงขึ้นทุกวัน โดย สกาวรัตน์ วงศ์มั่นกิจการ ผู้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว มองว่า เราเรียนรู้เพื่อรู้ ไม่ได้ทำคะแนนแข่งกับใคร จึงตัดสินใจทำโฮมสคูล แล้วก็สอนน้องเองเรื่องๆเพราะว่าข้อสอบหรือในสนามสอบ เด็กๆค่อนข้างเครียด เรื่องระบบการศึกษาที่ได้ไปดูมาไปลองเรียนหลายที่มา มันไม่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราคาดหวังไว้ ทั้งในเรื่องความปลอดภัย การดูแลจากคุณครู
ขณะที่การใช้ของเล่นควบคู่ไปกับการเรียนรู้โดยไม่ผ่านการบังคับ เป็นวิธีการสอนของครอบครัววงศ์มั่นกิจการ ซึ่งแต่ละครอบครัวจะทำแผนการสอนแตกต่างกัน ให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันและความสนใจของเด็ก
ผู้ปกครอง บอกว่า เคยมีบทเรียนจากการศึกษาในระบบด้วยตัวเอง จึงเลือกที่จะไม่นำลูกเข้าระบบ ถ้ายังวัดผลด้วยคะแนนสอบ ที่บางวิชาไม่สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ หลายคนเข้าใจว่าเด็กไทยจะต้องทำข้อสอบ ซึ่งการทำข้อสอบมันไม่ได้ตอบโจทย์การเรียนรู้เด็กๆจริงๆ ถ้าเอาคณิต 10 ข้อมาให้เด็กทำ จะเชื่อมั่นได้ไงว่าเด็กเข้าใจในโจทย์จริงๆ แล้วข้อ กขคง ที่เลือกมาน้องเข้าใจจริงไหม หรือ แค่เดาแล้วถูก ถ้าหากเรามาคุยกัน เช่น น้องไปตลาด จ่ายตลาด ซื้อของเอง ตรงนี้เราจะเจอพัฒนาการศักยภาพทางการคิดมากกว่า
ด้าน ธนาธร สระบัว ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลในฝัน จ.พระนครศรีอยุธยา ยอมรับว่า ผู้ปกครองที่นำลูกมาสมัครเรียนส่วนใหญ่ ต้องการให้โรงเรียนจัดตารางเรียนแนววิชาการให้ลูกเพื่อเตรียมสอบแข่งขัน แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะ “เด็กเล็ก” จะต้องพัฒนาทักษะทางกล้ามเนื้อ อารมณ์ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
“โรงเรียนที่มีชื่อเสียงของรัฐละกัน มันมีอยู่แค่ 3 โรงเรียนก็ไปแย่งกันเข้า เพราะนึกว่าหลักสูตรมันจะสุดยอด การจัดการเรียนการสอนมันจะสุดยอดมาก แต่คุณรู้ไหมว่ามันมีข้อเสีย ลูกกดดันมาก” ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลในฝัน กล่าว
เมื่อการแข่งขันสูง ผู้ปกครองบางกลุ่ม ยอมจ่ายเงินจองที่เรียนเพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกมีที่เรียนถ้าสอบไม่ติดโรงเรียนสาธิต ซึ่งมีราคาจองที่ต่างกัน ในโรงเรียนเอกชน เกรด A จะต้องจ่ายค่าเทอมเต็มจำนวน 3-6 หมื่นบาทล่วงหน้า ก่อนรู้ผลสอบ ส่วนโรงเรียนในระดับรองลงมา จะให้จ่ายค่าจองที่นั่งในห้องเรียน 5000 บาท และบางโรงเรียน จะออกแบบการสอนเพื่อเตรียมสอบเข้าโรงเรียนสาธิตโดยเฉพาะ เพื่อจูงใจให้ส่งลูกมาเรียน กลุ่มนี้จะให้จองที่เรียนชั้น ป.1 ในที่เดิมได้ โดยจะคืนเงินให้ทั้งหมด หากเด็กสอบติดโรงเรียนสาธิต ภาพการแข่งขันที่เข้มข้นเช่นนี้ ทำให้อนุกรรมการเด็กเล็ก เสนอยกเลิกระบบสอบแข่งขันชั้นประถมศึกษา ผ่านร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี อนุกรรมการเด็กเล็ก บอกว่า นัยยะในที่นี้เรากำลังพูดถึงถึงสอบแข่งขันกันในระบบ “แพ้คัดออก” เราไม่อยากเห็นเส้นทางแบบนี้ หัวใจสำคัญที่สุดเราต้องเข้าใจว่าเด็กต้องได้รับการพัฒนา และเราคิดไว้ว่ากระบวนการในการที่โรงเรียนใช้วิธีการแบบนี้มันเป็นส่วนที่ส่งผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมของเด็กหมดเลย
ในแต่ละปี “โรงเรียนสาธิต” 1 แห่ง จะมีเด็กสอบแข่งขันเข้า ป.1 ไม่ต่ำกว่า 1,000 พันคน แต่รับเด็กได้เพียง 100-200 คนเท่านั้น จนกลายเป็นที่มาของการจองโรงเรียนหลายรูปแบบ
ณิชาภัทร อินทรกล่อม รายงาน