วันนี้ (14 มิ.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระสงฆ์จับจ่ายซื้อของตามร้านค้าใกล้วัด กลายเป็นภาพชินตาของคนย่านบางใหญ่จังหวัดนนทบุรี เนื่องจากบริเวณนี้มีวัดหลายแห่ง ผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามร้านชำภายในวัดแห่งหนึ่ง เจ้าของร้านปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ แต่ให้ข้อมูลว่า ที่ร้านมีพระมาจับจ่ายซื้อของเป็นประจำ ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจอีก 4-5 วัด พบ พฤติกรรมของพระสงฆ์ลักษณะเดียวกัน เช่น มีร้านค้าหนึ่งอยู่ห่างจากประตูวัดเพียงไม่กี่ก้าว ช่วงระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 10 นาที พบว่ามีพระสงฆ์เดินมาซื้อของถึง 2 รูป
ด้านเจ้าของร้านให้ข้อมูลว่า ที่ร้านนี้มีพระถือเงินสดมาซื้อของเป็นประจำ บ้างก็ใช้ลูกศิษย์มาซื้อ และสินค้าส่วนใหญ่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน จึงมองว่า การสั่งห้ามพระสงฆ์ข้องเกี่ยวกับเงิน เป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
โดยจากการสำรวจของผู้สื่อข่าวพบว่า ของที่พระออกมาซื้อส่วนใหญ่จะเป็นของที่ญาติโยมไม่ค่อยนำมาถวาย เช่น น้ำแข็ง บุหรี่ อาหารสัตว์ และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง นอกจากการสำรวจร้านชำรอบวัดแล้ว ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปเก็บข้อมูลที่วัดสวนแก้ว ซึ่งวัดแห่งนี้มีกฏระเบียบ ห้ามพระลูกวัดเก็บเงินปัจจัยไว้เป็นของส่วนตัวเพื่อป้องกันการนำเงินไปใช้ในเรื่องไม่จำเป็น พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาส มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการทุจริตทางโลกที่ยึดโยงอยู่กับพระสงฆ์ในเวลานี้ ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นพระควรข้องเกี่ยวกับเงินหรือไม่ แต่อยู่ที่พระได้รับเงินมา แล้วไม่ยอมนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ โดยที่ไม่มีระบบตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้นสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรเริ่มตรวจสอบตามวัดใหญ่ ๆ เพราะมีเงินไหลเข้าเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามแม้ประเด็นเรื่องการตรวจสอบบัญชีวัด และห้ามพระถือเงิน ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีข้อเสนอทางวิชาการว่า สำนักพุทธควรกำหนดคุณสมบัติของไวยาวัจกร หรือผู้ดูแลเงินวัดให้ชัดเจน เช่น ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือก เพราะอย่างน้อยการตรวจสอบจะเกิดขึ้นก่อนในระดับชุมชน ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างการหาผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
บวร แนวฤทธิกุล ถ่ายภาพ
ปรารถนา พรมพิทักษ์ รายงาน