ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่นำร่างของ นายธีรศักดิ์ นักโทษประหารชีวิต ถึงบ้านเกิดที่จังหวัดตรัง เมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนญาติจะจัดการสวมเครื่องแต่งกาย และนำร่างลงในหีบศพที่เตรียมไว้ แล้วนำไปยังกุโบร์ (สุสาน)สาธารณะประโยชน์บ้านนาป้อ เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาด้วยการฝัง
สอบถามน้องสาว ของนายธีรศักดิ์ บอกว่า รู้สึกรับไม่ได้กับการตัดสินประหารชีวิตครั้งนี้ เพราะตลอด 9 ปี ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ต้องโทษคนใดถูกตัดสินประหารชีวิตมาก่อน แต่นายธีรศักดิ์ กลับเป็นคนแรก จึงรู้สึกรับไม่ได้
นอกจากนี้ ทางครอบครัวยังบอกว่า ไม่คิดว่านายธีรศักดิ์จะได้รับโทษประหารชีวิตเร็ว เพราะเพิ่งย้ายจากเรือนจำเขาบิน ราชบุรี แล้วย้ายไปที่เรือนจำบางขวางเพียงไม่กี่วัน อีกทั้งการประหารชีวิตทางครอบครัวก็ไม่ทราบมาก่อน
ขณะที่อีกฝ่าย คือฝั่งของมารดาของเด็ก ม. 5 อายุ 17 ปี ที่เสียชีวิต กล่าวว่า หลังจากที่น้องเสียชีวิตก็ได้มาเข้าฝันตนเอง โดยมากราบขอขมาและบอกลา และก็มีมาเข้าฝันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นความผูกพันของแม่กับลูก ส่วนความรู้สึกตอนนี้ยังเจ็บปวดอยู่เหมือนเดิม ไม่เคยลืมน้อง และไม่เคยมีความสุขเลยตลอด 6 ปี ที่ผ่านมา
หลังจากที่ทราบข่าวว่าคนร้ายที่ก่อเหตุได้รับโทษประหารก็รู้สึกพอใจกับคำสั่งศาล ที่ให้ความยุติธรรมกับคดี ตอนนี้ขอวิงวอนให้ตำรวจจับคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุซึ่งยังมีอีกหลายคนมารับโทษกรรมที่ก่อไว้ ที่สำคัญ ก็ขออโหสิกรรมให้กับคนร้ายที่ก่อเหตุแล้วได้รับโทษประหารชีวิต ถือว่าเป็นกรรมจากการกระทำที่เขาลงมือฆ่าน้อง
ด้านองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เมื่อวานนี้มีกลุ่มนักเคลื่อนไหว สวมเสื้อสีดำ ถือป้ายข้อความแสดงเชิงสัญลักษณ์ หน้าเรือนจำกลางบางขวาง ยืนยันไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต
นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมนาสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย กล่าวถึงการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ว่าไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิตที่เกิดขึ้น และมองว่ารัฐควรหามาตราการลงโทษที่ไม่ใช่การประหารชีวิต ส่วนข้อซักถามประเด็น ว่าเป็นการเข้าข้างผู้กระทำผิดโทษร้ายแรงหรือไม่ นางปิยนุช ชี้แจงว่าแอมนาสตี้ ไม่ได้เข้าข้างผู้กระทำความผิด และยืนยันว่าผู้ทำผิดต้องได้รับการลงโทษ แต่ต้องเป็นการลงโทษที่ชอบธรรม ซึ่งการลงโทษมีหลายรูปแบบ และเชื่อว่าการประหารชีวิตไม่ได้ทำให้อาชญากรรมลดลง
นอกจากนี้ โฆษกของผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป หรือ อียู และรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการประหารชีวิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเนื้อหาสรุปได้ว่า สหภาพยุโรปต่อต้านโทษประหารชีวิตไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดๆ และมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดการยกเลิกโทษประหารชีวิตทั่วโลก เนื่องจากการประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ซึ่งไม่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้งการกระทำผิด และยังเป็นการปฏิเสธศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นที่ยอมรับไม่ได้
สหภาพยุโรปขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยงดเว้นการประหารชีวิตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ดำเนินการเพื่อพักการใช้โทษประหารและยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า กฎหมายและโทษประหารมีมานานแล้ว ยืนยันว่าทุกอย่างทำตามกฎหมาย และความเห็นประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเห็นว่าควรให้มีโทษดังกล่าวอยู่