ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวคิดการเก็บเงินสมทบประกันสังคมแบบใหม่ ผู้ประกันตนที่มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 15,000 บาท จะต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ต้องจ่าย 750 บาท จะคิดเป็นขั้นบันไดตามฐานเงินเดือนสูงสุดที่ 1,000 บาท แนวคิดนี้ นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า เป็นการพิจารณาเพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับการจ่ายเงินบำนาญให้กับผู้ประกันตนในอนาคต เพื่อให้รองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต
สำหรับสิทธิของผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 หรือ ผู้ที่ทำงานมีนายจ้าง มี 7 สิทธิประโยชน์ คือ เงินรักษาพยาบาล เงินทุพพลภาพ เงินค่าคลอดบุตร เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต เงินชราภาพ เงินช่วยเหลือว่างงานหรือลาออก และ เงินช่วยเหลือหากถูกเลิกจ้าง ตามแนวคิดใหม่ ผู้ที่เสียเงิยสมทบมากขึ้น สิทธิ์ต่างๆเหล่านี้ จะถูกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยจะคิดจากฐานเงินเดือนที่จ่ายสมทบล่าสุด
แม้สำนักงานประกันสังคมจะอธิบายว่า การเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนจะได้ประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม แต่ผู้ประกันตนหลายคนยังมองว่า เงินที่เสียไปแต่ละเดือน คุ้มค่าจริงหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับการนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อประกันชีวิต นางสุภัทรา นาคะผิว รองประธานชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน มองว่า การเก็บเงินสมทบรูปแบบใหม่ ยังเป็นแนวคิดที่ไม่สามารถแก้ปัญหาการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน เพราะหากมองจากประโยชน์ที่ได้จากการเงินเงินเพิ่มขึ้น มีเพียงจำนวนเงินที่ได้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาการใช้สิทธิที่ยังมีเงื่อนไข ส่วนคำถามที่ว่า ผู้ประกันตนสามารถออกจากสิทธิประกันสังคมได้หรือไม่ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ระบุว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะถือว่าเป็นการประกันตนภาคบังคับ สำหรับผู้ทำงานที่มีนายจ้าง
ขณะนี้แนวคิดการเก็บเงินสมทบประกันสังคมแบบขั้นบันได ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลเสนอต่อ ครม.ให้พิจารณาต่อไป