วันนี้ (22 มิ.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกาใช้เวลา 30 นาที ก่อนมีคำวินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ไม่รับคำร้องของกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และคณะฐานกบฏ เหตุผลที่ ศาลฎีกา วินิจฉัยไม่รับคำร้องของ "กลุ่มพลเมืองโต้กลับ" ที่ยื่นฟ้อง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง และ พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รวม 5 คน ในความผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 ฐานร่วมกันเป็นกบฏ จากเหตุยึดอำนาจวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยเรื่องนี้ศาลมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำของ คสช. ถึงแม้จะมีความผิด แต่ถูกการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 ที่กำหนดให้ผู้กระทำนั้น พ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
หลังมีคำวินิจฉัย นายอานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์สิทธิมนุษยชน ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง คสช. กล่าวว่า ยอมรับในคำวินิจฉัยของศาล ส่วนการเคลื่อนไหวจากนี้ จะเดินหน้าสร้างการรับรู้แก่สังคมว่าการรัฐประหารเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ส่วนการเคลื่อนไหวเรียกร้องการเลือกตั้ง นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ยืนยันจะเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อ คสช. ต่อไป
ขณะเดียวกัน นายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. ที่มาเข้าฟังการไต่สวนคดีการ์ด กปปส. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงปรากฏการณ์เดินสายทาบทามอดีต ส.ส. ไปร่วมงานกับกลุ่มสามมิตร ที่นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่มีกระแสข่าวว่าจะไปร่วมพรรคพลังประชารัฐ โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติ ในการหาแนวร่วมและผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองคล้ายกัน แต่การเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ควรเป็นไปตามกติกาและรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันการเกิดรัฐประหารซ้ำในภายหน้า ส่วนการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่อาจได้ ส.ส. หน้าเก่าเข้ามาทำงาน จะตอบโจทย์จุดยืนของ กปปส. ที่เคยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายถาวร มองว่า เรื่องนี้ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ
นายถาวร ยังย้ำว่า การดูดตัวอดีต ส.ส. ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น แต่ขอทุกพรรคไม่ว่าจะพรรคใหม่ หรือพรรคเก่า ต่อสู้ตามแนวทางประชาธิปไตย เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป