เมื่อวานนี้ (29 มิ.ย.61) สถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ยืนยันในแถลงการณ์ล่าสุดว่า ทีมกองทัพเรือภายใต้ชื่อ “The United State Pacific Command” หรือ “PACOM” ชุดนี้ จะมาให้คำแนะนำรวมถึงช่วยเหลือหน่วยกู้ภัยของไทย ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่ง จะสามารถหาทุกคนพบและปลอดภัยดี ด้าน พล.ท.นิโคล ชเวกแมน (Nicole Schwegman) ผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก ระบุว่า เจ้าหน้าที่อเมริกันที่เข้าร่วมในการค้นหาครั้งนี้มีทั้งสิ้น 30 คน
ขณะที่นายอันมาร์ เมียร์ซา(Anmar Mirza) ผู้ประสานงานคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในถ้ำแห่งสหรัฐและยังเป็นผู้ตีพิมพ์หนังสือ “เทคนิกการให้ความช่วยเหลือผู้ติดอยู่ในถ้ำในสหรัฐ” (Manual of U.S. Cave Rescue Commission) เปิดเผยว่า ดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เขาเชื่อว่ามีเพียง 2 ทางที่ทำได้และสมควรที่จะทำ นั่นคือ สูบน้ำออกจากถ้ำ และหาทางเข้าถ้ำจากทิศทางอื่น ๆ แต่หากมีแผนที่ที่มีคุณภาพและความละเอียดสูง การเจาะผนังถ้ำ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่วิธีนี้มีอุปสรรคมากกว่า และอาจต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์
ทั้งนี้ส่วนคนที่ติดอยู่ในถ้ำนั้น นายเมียร์วา กล่าวว่า ทั้งหมดเป็นเยาวชนและเป็นคนหนุ่ม จึงถือเป็นเรื่องได้เปรียบทางกายถาพ เพราะร่างกานสามารถทนทานต่อภาวะขาดน้ำได้นานกว่าคนสูงอายุ คืออาจจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 5 วันหากขาดน้ำ และอาจอยู่ได้มากกว่า 1 เดือนถ้าไม่มีอาหาร แต่มีน้ำประทังชีวิต แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ สภาพจิตใจของเด็กทั้ง 13 คน ที่อาจจะอดทนกับสภาพแวดล้อมไม่ไหว และพยายามหาทางออกมาเอง ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก
ด้านนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวถึงเหตุการณ์นักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีแม่สายและผู้ฝึกสอนรวม 13 คน ได้พลัดหลงภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ว่า ขอให้เกิดความโชคดีแก่ทั้ง 13 คน ทางสหรัฐฯได้ส่งทีมค้นหาและกู้ภัย 15 นาย จากกองทัพอากาศสหรัฐฯที่ประจำฐานอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงความห่วงกังวลเฉพาะในหมู่คนไทยเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นข่าวที่คนทั่วโลกต่างเฝ้าติดตามความพยายามในการช่วยเหลือ โดยทีมดังกล่าวจะประสานงานกับทางการไทย และทำทุกอย่างในการค้นหา 13 คน แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าทีมดังกล่าวจะปฏิบัติหน้าที่ถึงเมื่อใด อาจจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ภารกิจ และการประสานงานร่วมกับทางการไทย