...รู้มั้ยว่า? วันนี้เป็นอีกวันที่มีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกโดยเฉพาะ "มนุษย์"
นั่นเพราะ องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้ประกาศให้วันที่ 22 มี.ค. ของทุกปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 เป็น "วันน้ำโลก" หรือ "World Day for Water" เพื่อให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ล่าสุด สำนักข่าวบีบีซี อังกฤษ อ้างข้อมูลจาก UN เตือนประชากรโลกว่า ในอีก 15 ปี ข้างหน้า ปริมาณน้ำสะอาดที่ใช้อุปโภคบริโภคในโลกอาจลดลงราว 40% หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรโดยต้นเหตุมาจากความถี่ในการตกและปริมาณน้ำฝนที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่แหล่งเก็บน้ำใต้ดินร่อยหรอ รวมถึงจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น
เชื่อหรือไม่ น้ำไม่เคยหายไปจากโลกนี้แม้แต่หยดเดียว!
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์กลับระบุว่า "น้ำไม่เคยหายไปจากโลกนี้แม้แต่หยดเดียว" นับตั้งแต่โลกก่อตัวขึ้นมา ...เอาล่ะสิจะเป็นไปได้อย่างไร? มาติดตามดูกันค่ะ
สำนักดาราศาสตร์ซันฟลาวเวอร์คอสมอส บอกว่า "น้ำมีอยู่ทั่วไปตั้งแต่ในร่างกายของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และในสิ่งแวดล้อมรอบโลก โดยมีรูปแบบลักษณะต่างกันไป ทั้ง ไอน้ำหรือก๊าซ ของเหลว และของแข็ง วนเป็นวงจร Hydrologic cycle ซึ่งทั้งหมดเพียงพอต่อใช้บนโลก เพราะไม่มีการหายไปไหนสักหยด ด้วยเป็นลักษณะระบบปิดหรือ Closed system อุปมาอุปไมยได้กับการปลูกต้นไม้ไว้ในโดมแก้วที่ปิดสนิท น้ำใต้ดินก็จะระเหยเป็นไอ แล้วควบแน่นก่อนกลั่นตัวตกลงมาเป็นหยดน้ำซึมเข้าพื้นดิน"
ในทางตรงกันข้ามกลับมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นได้ ขณะที่การสูญเสียน้ำของโลกโดยการหลุดออกไปสู่ในอวกาศ เหมือนสะเก็ดดาวที่กระเด็นออกไปพร้อมน้ำ จากโลกแทบไม่มีหลักฐานปรากฎ
ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าน้ำจากแก้วที่เรากำลังดื่มในขณะนี้ อาจเป็นน้ำจากฝนเมื่อปีที่แล้ว ที่เดินทางมาครึ่งโลกก่อนเข้าสู่ระบบประปา หรือ อาจเป็นน้ำที่ไดโนเสาร์เคยใช้มาก่อนเมื่อ 100 ล้านปีที่แล้ว
ฟันมนุษย์ก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบนะ
ยังมีเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับน้ำอีกมากมาย เช่น ในร่างกายของมนุษย์ทั้งชายและหญิงมีส่วนประกอบของน้ำไม่เท่ากัน โดยผู้ชายมีน้ำในร่างกายมากกว่าอยู่ที่ 60-65% ผู้หญิงอยู่ที่ 50-55%
นอกจากนี้ อวัยวะเกือบทุกส่วนของมนุษย์ก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบไม่เว้นแม้แต่ฟันและกระดูก โดยสมองมีน้ำเป็นส่วนประกอบสูงสุด 80-85% รองลงมาคือเลือดอยู่ที่ 80% หัวใจ 70-80% ผิวหนังและกล้ามเนื้อ 70-75% กระดูก 20-25% และฟันมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 8-10% ...เห็นมั้ยล่ะ ว่าน้ำมีความสำคัญขนาดไหน
รู้กันหรือไม่..โลกประกอบด้วยน้ำถึง 3 ใน 4 เชียวนะจ๊ะ
และหากศึกษาถึงภาพรวมของปริมาตรน้ำบนโลก ก็จะพบว่า โลกประกอบด้วยน้ำถึง 3 ใน 4 โดยกว่า 96.5% เป็นน้ำเค็มที่อยู่ในมหาสุมทร ที่เหลืออีก 3% เป็นน้ำจืด ซึ่งส่วนใหญ่แบ่งอยู่ในรูปของภูเขาน้ำแข็งและธารน้ำแข็ง
น้ำจืดบนโลกที่มีอยู่ 3% เมื่อนำมาเปรียบเทียบอัตราส่วนเป็น 100% จะพบว่า เรามีน้ำอยู่บนพื้นโลกในแม่น้ำลำธารแค่ 0.3% โดยมากอยู่ในทะเลสาบน้ำจืดและโคลนตม มีอยู่ในแม่น้ำเพียงน้อยนิด ส่วนน้ำที่สะสมอยู่ในใต้ดินมีอยู่ 30.1% แต่จะสะสมมากในธารน้ำแข็งหรือภูเขาน้ำแข็งถึง 68.7% และแหล่งอื่น ๆ อีก 0.9%
"ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นกันชัด ๆ มนุษย์นำน้ำจากแหล่งน้ำจืดบนผิวโลกมาใช้จริงประมาณ 1% เฉลี่ย 1,386 ลบ.กม.ต่อวัน"
แต่หากไม่ช่วยกันดูแล "น้ำ" หมดโลกได้จริงนะเออ!
คำว่าน้ำหมดโลกในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่จะหายไปจากโลก แต่หมายถึงจำนวน "น้ำจืด" ที่สะอาดเพียงพอ ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้บริโภคอุปโภคได้จะขาดแคลนอย่างหนักต่างหาก
โดยมีการประมาณการว่า ตัวเลขการปริโภคน้ำของประชากรโลกราว 40% ในทุกวันนี้ ได้น้ำจืดมาจากธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ละลายออกมากลายเป็นแม่น้ำ ทั้งนี้ หากการละลายเป็นไปอย่างรวดเร็ว จาก "สภาวะโลกร้อน" อันมีเหตุจากมลพิษด้านอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์เป็นตัวการให้เกิดขึ้น แหล่งน้ำจืดนี้มีโอกาสสูญหาย
รู้กันอย่างนี้แล้ว ...ก็ถึงเวลาที่เราจะร่วมใจกันอนุรักษ์และบริหารจัดการน้ำ ให้เพียงพอต่อการใช้ในอนาคตอย่างยั่งยืน เริ่มต้นง่าย ๆ แค่ใช้อย่างประหยัด และนำกลับมาใช้ซ้ำอย่างคุ้มค่าตั้งแต่วันนี้นะคะ.
ข้อมูลบางส่วน : th.wikipedia.org
ภาพประกอบ : www.btb.co.th, www.greenpeace.org, zp2539.lnw.mn, www.ku.ac.th, www.cfp.cn, www.thaigoodview.com, www.thaigoodview.com