วันนี้(7 ก.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากแผนหลักของ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการสูบน้ำออกจากถ้ำ แล้วก็การลำเลียงผู้ที่ติดอยู่ภายในถ้ำทั้ง 13 คน ออกมาที่บริเวณปากถ้ำ แผนสำรองในเรื่องการขุดเจาะโพรง และการหาโพรงยังคงดำเนินอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่ตระเวนขึ้นไปบริเวณเหนือถ้ำ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ของถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน
วันนี้ มีการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่หน่วยซีล เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ รวมถึงเจ้าหน้าที่ ปภ. และ เจ้าหน้าที่มูลนิธิต่างๆ เข้าไปหาโพรง และหาปล่องที่คาดว่าจะสามารถเข้าไปในจุดที่ใกล้กับผู้ที่อยู่ทั้ง 13 คน
นอกจากนี้ในเรื่องของการผันน้ำ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เจ้าหน้าที่เร่งทำ เพราะหลังจากนี้อาจจะมีฝนตกต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และเจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้ทำฝายกันน้ำในบริเวณที่อาจจะเป็นรอยแตกของหิน ในลำธารนี้ ซึ่งในลำธารนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่า มาจากดอยผาหมีและห้วยน้ำดั้นไหลมารวมกันเป็นลำธาร และลำธารนี้จะมีช่องแตกประมาณ 200 เมตร ซึ่งช่องแตกของหินนั้น น้ำสามารถซึมลงไปภายในถ้ำได้ น้ำที่ซึมลงไปก็อาจจะไปเพิ่มปริมาณน้ำในถ้ำหลวงได้
ทั้งนี้ ทางด้านเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน บอกว่า การทำฝายในลักษณะนี้ก็จะช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่คล่องตัวมากขึ้น และไม่เพิ่มปริมาณน้ำลงไปในถ้ำ
ด้านนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ก็ระบุว่า เบื้องต้น ตั้งแต่มีการปฏิบัติการค้นหาโพรง พบโพรงไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 100 โพรง พบ 18 โพรงที่มีศักยภาพ ที่สามารถลงไปได้
ขณะที่นายธเนศ วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ บอกว่า หากเจอปล่องที่ตรงกับพิกัดที่ผู้ประสบภัยอยู่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเจาะทะลุลงไป และอาจจะใช้เวลาไม่นานเท่ากับกรณีของเหมืองชิลี ที่เจาะลงไปประมาณ 1 กิโลเมตร และใช้เวลาประมาณ 2 เดือน แต่ในกรณีนี้อาจจะใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน และมีการประเมินว่าหากมีการเจาะจริงๆ ความลึกประมาณ 600 เมตร แต่อุปสรรคหลัก ณ ตอนนี้ คือ ยังไม่พบพิกัดหลักที่อยู่ใกล้กับเนินนมสาว