Top-SEAGames2025 Top-SEAGames2025

"นักดำน้ำระดับโลก" เผยความรู้สึกช่วยทีมหมูป่าทั้งเครียดและโล่งไปพร้อมๆกับคนไทย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

การกู้ภัยช่วยชีวิตทีมหมูป่าฯ ทั้ง 13 คนได้เป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ได้กลายเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนทั้งโลกให้ความสนใจและร่วมแสดงความปลาบปลื้มยินดีไปกับคนไทยโดยเฉพาะการทำงานร่วมกันระหว่างนักดำน้ำระดับโลกหลายคนกับหน่วยซีลของไทยที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้อย่างปลอดภัย

แน่นอนว่าความรู้สึกของสังคมที่เฝ้าติดตามข่าวการช่วยเหลือ 13 ชีวิตมานั้น ย่อมเต็มไปด้วยความอึดอัด ความเครียด ที่ยังคงสอดแทรกไปด้วยความหวังที่ล้นหัวใจ แต่ความรู้สึกเหล่านั้นอาจเทียบไม่ได้เลยกับบรรดานักดำน้ำจากต่างแดนที่เดินทางมาเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้

"นายเวิร์น อันสเวิร์ธ" นักดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษวัย 63 ปีที่พักอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงราย นายเวิร์นเป็นผู้เสนอรายชื่อนักดำน้ำถ้ำระดับโลกเพื่อให้ทางการไทยเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นมาร่วมปฏิบัติการ เขาให้สัมภาษณ์กับ PPTV ว่า “ผมมีความจำเป็นที่ต้องบอกให้รู้ว่าใครที่พร้อมจะช่วย และจะทำภารกิจนี้สำเร็จได้ เพราะทั้ง 3คน (นาย โรเบิร์ต ฮาเปอร์ นาย ริชาร์ด สแตนตัน และนาย จอห์น โวลันเธน) เป็นคนเก่งที่สุดในโลก”

แม้สถานการณ์การค้นหาในขณะนั้นจะยากลำบากและดูเหมือนมีความหวังเพียงเล็กน้อย  แต่นายเวิร์นยังยืนยันจะค้นหาต่อไป เขาบอกว่า “เรามีแค่ความหวังอย่างเดียว คือ คุณต้องไม่ยอมแพ้จนกว่าเราจะรู้ขีดความเป็นไปได้  และทันทีที่ โรเบิร์ต ฮาเปอร์ นาย ริชาร์ด สแตนตัน และนาย จอห์น โวลันเธน เดินทางมาถึงผมคิดว่าทั้ง 3 คนเหมาะกับภารกิจนี้เพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ”

นายเวิร์นยังกล่าวว่า “ตอนนี้ในโลกไม่มีใครไม่รู้จักถ้ำหลวง ก็หวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาที่นี่ และ เป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากในมุมมองของนักดำน้ำถ้ำ ที่ทั้ง 13 คนปลอดภัย และ ทุกคนก็เป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง ทั้งทีมที่มาจากออสเตรเลีย อเมริกา ยุโรป และหน่วยซีลของไทย พวกเขาเป็นกลุ่มที่ยอดเยี่ยมมาก และ พวกเขาทำงานด้วยกันอย่างกล้าหาญ  “หวังว่าทุกคนจะไม่ลืมคุณสมาน (น.ต.สมาน กุนัน อดีตหน่วยซีลที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยทีมหมูป่า) โดยเฉพาะคนไทย เขาเป็นคนที่กล้าหาญมาก"

นักดำน้ำชาวอังกฤษยังทิ้งท้ายไว้ว่าเขาจะกลับไปที่ถ้ำหลวงอีกแน่นอน เพราะยังอีกมีหลายอย่างให้เขาได้สำรวจ

ด้านนาย ริค สแตนตัน อดีตเจ้าหน้าที่ดับเพลิง ที่ถูกระบุไว้ในจดหมายของนายเวิร์น หนึ่งในผู้ที่ดำน้ำไปยังจุดที่พบ 13 ชีวิตเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ยอมรับว่า “ปฏิบัติการมีความสับสนวุ่นวายมาก แต่เราก็ให้ความสำคัญและโฟกัสกับงาน ตัดความกังวลเหล่านั้นออก และดำเนินงานที่มีอยู่ในมือทีละขั้นตอนจนเราประสบความสำเร็จ”

เมื่อมีคนถามว่าพวกเขาเป็นวีรบุรุษหรือไม่ นายริคตอบว่า “พวกเราเป็นวีรบุรุษหรือเปล่าน่ะเหรอ ไม่ เราก็แค่ใช้ความสามารถเฉพาะที่เรามี ซึ่งปกติใช้เพื่อความสนใจส่วนตัว และบางครั้งเราก็สามารถใช้มันเพื่อมอบบางอย่างคืนให้แก่สังคม”

ขณะที่ "นายจอห์น โวลันเธน" สมาชิกหน่วยกู้ภัยเวลส์ตอนกลางและตอนใต้ หนึ่งใน 2 นักดำน้ำชาวอังกฤษที่พบกับกลุ่มเด็กที่ติดอยู่ภายในถ้ำเป็นกลุ่มแรก ระบุกับสำนักข่าว BBC ว่าการที่เขาพบตัวทั้ง 13 คนนั้นไม่ใช่เรื่องของปาฏิหาริย์เสียทีเดียว

โดยนายจอห์นบอกว่า “สื่อหลายแห่งบอกว่าการค้นพบนั้นเป็นเพราะโชคดี แต่ผมคงบอกว่านั่นไม่ใช่เลย การทำงานของเราในสถานการณ์นั้นคือ เรากำลังว่ายน้ำไปตามทางใต้น้ำ ตรงไหนมีพื้นที่ว่าง เราจะขึ้นน้ำแล้วตะโกนเรียก แล้วเราก็ดมกลิ่นด้วยในกรณีนี้ เราได้กลิ่นเด็กก่อนที่จะพบตัวหรือได้ยินเสียงเด็กเสียอีก” และนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พกวเขาหาทั้ง 13 ชีวิตพบ

หนึ่งในความประทับใจที่สมาชิกหน่วยกู้ภัยชาวอังกฤษคนนี้มีต่อสถานการณ์การค้นหาทีมหมูป่าคือ ในวันที่พบตัว แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ ก่อนเขาจะต้องออกจากถ้ำเพราะพวกเขาไม่มีอาหาร แต่เขาก็ทึ่งมากที่เด็ก ๆ ดูไม่มีอาการตื่นกลัวเลย “สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจ จากภาพที่เห็น คือเด็กบางคนยิ้มได้” นายจอห์นกล่าว

ด้าน "นายคริส จีเวล" อีกหนึ่งนักดำน้ำชาวอังกฤษ ให้ความเห็นว่า “สถานการณ์การดำน้ำขณะนั้นเป็นความท้าทายอย่างมาก ทัศนวิสัยย่ำแย่ แต่เราก็มีความรับผิดชอบในชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอยู่” และยังชื่นชมการทำงานของทีมอื่น ๆ ด้วยว่า “ทางการไทยพยายามอย่างมากในการกั้นน้ำบนเขาให้ไหลไปอีกทางซึ่งเราเชื่อว่าได้ซื้อเวลาให้เรามหาศาลจนผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้”

นอกจากทีมนักดำน้ำจากอังกฤษแล้ว ยังมีนักดำน้ำคนอื่นอีกในปฏิบัติการครั้งนี้ที่ต่างเคร่งเครียดเพราะต้องแบกรับความหวังมากมายจากทั่วสารทิศ หนึ่งในนั้นคือ "นายเครก แชลเลน" อดีตสัตวแพทย์และนักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญชาวออสเตรเลียวัย 53 ปี ที่เดินทางมาพร้อมกับ ดร.ริชาร์ด แฮร์ริส โดยเขาได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Sunday Times ว่าในตอนที่เดินทางไปจนถึงถ้ำหลวงกับดร.แฮร์ริส พวกเขาทั้งคู่คิดว่าภารกิจหลักของพวกตนน่าจะเป็นการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยมากกว่าการเป็นหนึ่งในทีมค้นหาและกู้ภัย และลึก ๆ แล้วเขาคิดว่าปฏิบัติการณ์ครั้งนี้อาจไม่ได้ทั้ง 13 ชีวิตกลับมาครบ และจนถึงตอนนี้เขาก็ยังอยู่ในอาการไม่อยากเชื่อว่าปฏิบัติการช่วยเหลือจะประสบความสำเร็จ

“มันไม่ใช่เรื่องอันตรายนักสำหรับเรา แต่ผมไม่สามารถคิดได้เลยว่ามันอันตรายแค่ไหนสำหรับเด็ก ๆ มันเป็นเรื่องของความเป็นความตาย เราไม่ได้คาดหวังเลยว่าจะนำตัวทั้ง 13 ชีวิตออกมาได้” นายเครกกล่าว

ภายหลังจากที่ภารกิจนำตัวทั้ง 13 ชีวิตและหน่วยซีล 4 นายออกมาได้สำเร็จ นักดำน้ำชาวออสเตรเลียบอกว่า “เราสามารถไปเยี่ยมเด็ก ๆ ที่โรงพยาบาลได้ช่วงวันพุธบ่าย ซึ่งเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่มาก มีการพูดคุยกันว่าอาจจะมาเยี่ยมในอนาคต แต่ผมคิดว่าตอนนี้พวกเขาแค่ต้องการกลับบ้าน ไปหาครอบครัว และกลับไปสู่ชีวิตปกติ”

หลังจากกลับไปที่ประเทศออสเตรเลีย นายเครกระบุว่าจะขอหลบหน้าหลบตาสื่อไปสักพักจนกว่าเรื่องจะซาลง เพราะเขาไม่ได้อยากได้รางวัลอะไร “เราโชคดีที่สามารถทำตัวให้เป็นประโยชน์และมีทักษะ จนเราได้มีส่วนร่วมในผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่นี้” นายเครกกล่าวพร้อมทิ้งท้ายว่า “มีผู้คนมากมายที่นั่นที่ทำงานหนักแบบเดียวกับเราและไม่ได้รับรางวัลอะไรเลย ความจริงที่ว่าเด็กทุกคนได้ออกมาจากถ้ำและมีสุขภาพแข็งแรงดีนั้นเป็นรางวัลที่ใหญ่พออยู่แล้ว”

อีกหนึ่งนักดำน้ำที่เข้าร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าฯ คือ นายอิวาน คาราดซิช นักดำน้ำอาสาสมัครชาวเดนมาร์ก ซึ่งเจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับ BBC ระบุว่าตนชื่นชมในความเข้มแข็งของทั้ง 13 คนเป็นอย่างมาก “พวกเด็ก ๆ ถูกบีบให้ต้องทำในสิ่งที่ไม่มีเด็กคนไหนเคยทำมาก่อน ไม่มีอะไรที่ปกติสำหรับเด็ก ๆ ที่จะต้องดำน้ำในถ้ำตอนอายุ 11 พวกเขาต้องดำน้ำในสภาพแวดล้อมที่อันตรายร้ายแรงอย่างที่สุด การมองเห็นเป็นศูนย์ มีเพียงแสงจากแสงไฟฉายที่พวกเรานำเข้าไปเท่านั้น”

นายอิวานเป็นกงัวลอย่างมากในช่วงที่การช่วยเหลือยังดำเนินไปอยู่ “ผมนึกไม่ออกเลยว่าเด็กตัวเล็ก ๆ เข้มแข็งขนาดนี้ได้อย่างไร ยิ่งเมื่อคิดว่าพวกเขาติดอยู่ในถ้ำนี้มาสองสัปดาห์แล้ว พวกเขาไม่ได้เห็นหน้าแม่ด้วย ช่างเป็นเด็กที่เข้มแข็ง แทบไม่อยากเชื่อเลย” แล้วเขาก็ได้โล่งใจเมื่อทีมงานนานาชาติสามารถพาทั้ง 13 ชีวิตออกมาได้จนหมด “พอผมเห็นว่าเขายังมีชีวิตอยู่และหายใจ และดูเหมือนจะสบายดี มันรู้สึกดีมากเลย” นายอิวานกล่าว

เป็นที่น่ายินดีประการหนึ่งที่สถานการณ์ 13 ชีวิตติดถ้ำหลวงนี้ ทำให้เราได้เห็นถึงน้ำใจจากนานาชาติที่หลั่งไหลเข้ามายังถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนอย่างล้นหลาม และได้เห็นว่าพวกเขาเองต่างก็รู้สึกเครียดและโล่งอกไปกับสังคมไทยด้วย และความสำเร็จของภารกิจนี้ สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องทุกคนมีร่วมกันคงหนีไม่พ้นความรู้สึกยินดีและโล่งใจ สังคมไทยจึงได้เห็นในวันนี้เองว่า โลกและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่เคยทอดทิ้งผู้ประสบภัยคนใดไว้ข้างหลัง

 

Bottom-PL-HLW Bottom-PL-HLW

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ