จากกรณี นายศุชัย คัฬหสุนทร อายุ 52 ปี กระโดดจากชั้น 8 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดา ตกลงมาเสียชีวิตบริเวณทางเดินหน้าศาล เนื่องจากผิดหวังที่ศาลพิพากษายกฟ้อง นายณัฐพงษ์ เงินคีรี จำเลยในคดีใช้อาวุธมีดแทง นายธนิต คัฬหสุนทร ลูกชายจนถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ปี 2559นั้น
น.ส. ปทุมมา เนตรเชวียง น้องสะใภ้ของนายศุชัย กล่าวว่า ตนเองติดใจที่ไม่สามารถหาคนร้ายได้ โดยในขณะช่วงที่พี่เขย กับพี่สาวไปทำเรื่องเอาศพหลานชายตนเองออกจากโรงพยาบาล ตนเองพร้อมแฟนก็ได้เดินทางไปโรงพัก เพื่อถามความคืบหน้าของคดี แต่ทางตำรวจก็ให้ตนเองและแฟนไปหาหลักฐานมา ซึ่งตนและแฟนรู้สึกงงมาก และถามไปว่าจะหาหลักฐานมาจากไหน ทางตำรวจบอกว่ามีเสื้อผ้าของผู้ตายไหม ตนจึงรีบไปถามทางสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ แต่เสื้อผ้าของหลานชายไม่มีแล้ว ในช่วงนั้น ตนเองก็รู้สึกเอ๊ะใจมาก จึงถามเจ้าหน้าที่ว่า ก่อนหน้าที่ตนมาขอเสื้อผ้าของหลานชายมีใครเดินทางมาขอก่อนหน้านี้หรือไม่ ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีตำรวจ2นายมาเอาไปแล้ว
“อยากบอกไปยังตำรวจที่เป็นเจ้าของคดีว่า ให้ฉันไปหาหลักฐานมา ฉันไม่รู้จะไปหาได้จากไหน คุณเป็นตำรวจยังหาหลักฐานไม่ได้ แต่คุณสั่งให้ประชาชนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ไปหา ทุกครั้งที่ไปโรงพักก็ไล่ให้ไปหาหลักฐานมา ขึ้นเสียงเป็นใคร เป็นอะไรกับผู้ตาย พี่เขยก็โดนในลักษณะนี้เหมือนกัน เวลาไปหาตำรวจแต่ละครั้งกลับมาบ้านเขามีสีหน้าเศร้า เพราะตำรวจบอกว่ารอก่อนมีคดีเยอะ” น.ส.ปทุมมา กล่าว
น.ส.ปทุมมา บอกอีกว่า ที่รู้สึกเสียใจมากมีตำรวจมาบอกว่า เมื่อชาติก่อนหลานชายของตนได้ไปแทงคนอื่นเสียชีวิต ชาตินี้ก็เลยถูกแทงคืนเพื่อชดใช้เวรกรรมที่เคยก่อไว้เมื่อชาติก่อน ซึ่งเราเป็นผู้เสียหาย ตำรวจไม่น่าจะพูดแบบนี้
หลักฐานจากภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถูกนำมาเผยแพร่ พี่เขย ก็เป็นคนหามาเองทั้งหมด ตระเวนหาหลักฐานด้วยตัวเองเพื่อจะสู้คดีไม่ให้ลูกชายของเขาตายฟรี ต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาหาหลักฐาน และ หลักฐานที่หามาระบุเวลาอย่างละเอียด และ ละเอียดกว่าของตำรวจเสียอีก พี่เขยของตนทุ่มเทกับเรื่องนี้มาก ถึงขั้นไปนั่งฟังการพิจารณาคดี ที่มีในลักษณะคล้ายกับคดีของลูกชายของเขา ไปนั่งฟังเพื่อหาแนวทางสู้คดีและแนวทางหาหลักฐานเพิ่ม เมื่อศาลมีคำพิพาษามาเช่นนั้นเขาคงผิดหวังมากจึงตัดสินใจกระโดดตึกฆ่าตัวตาย
น้องสะใภ้ของนายศุชัย บอกอีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลานชายมีคนเห็นเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีใครให้ความร่วมมือ ตนเชื่อว่ากล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุไม่ได้เสีย อาจมีคนพยายามเก็บหลักฐานออกไปให้หมดเพื่อไม่สามารถเอาผิดได้ในวันที่หลานชายโดนแทง นายตงคนที่ตำรวจบอกว่าป่วยทางจิต ได้ชี้ว่าใครเป็นคนก่อเหตุใช้มีดแทงหลานชาย แต่ทางแม่ของคู่กรณีได้นำโฉนดที่ดินมาเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ก่อเหตุออกไปทั้งหมด ส่วนนายตงที่บอกว่าป่วยทางจิตเขาก็มีบัตรผู้ป่วยจากโรงพยาบาล แต่เขาก็ทำงานได้ตามปกติ ในช่วงที่ให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเขาก็ยืนยันว่าใครเป็นคนก่อเหตุ แต่เมื่อขึ้นให้การในชั้นศาลกลับบอกว่าตัวเองป่วยทางจิต
ล่าสุดมีพยานอีกคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์บอกว่า จะเป็นพยานให้ส่วนที่ไม่มาเป็นพยานตั้งแรก เชื่อว่าเขาอาจกลัว เพราะผู้กระทำผิดค่อนข้างเป็นผู้มีอิทธิพล
ด้าน พ.ต.อ.วิรุจ ศิริสวัสดิบตร อดีตรองผู้บังคับการเจเรตำรวจ บอกว่า เหตุการณ์นี้ต้องดูว่าตำรวจเจ้าของคดีรวบรวมหลักฐานโดยความสุจริตจริงหรือไม่ และเท่าที่ได้ฟังเหตุการณ์มารู้สึกว่ามีสัญญาณแปลกๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ตำรวจเจ้าของคดี ไม่อยากหาหลักฐาน หรือมีลับลมคมใน
สำหรับการรวบรวมพยานหลักฐานต้องรวบรวมให้หมด โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งน่าจะมีอยู่หลายมุม ทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และ หลังเกิดเหตุ ไม่เชื่อว่าจุดเกิดเหตุกล้องจะเสียทุกตัว อีกทั้งการหาประจักษ์พยาน หรือ หลักฐานเป็นหน้าที่ของตำรวจ และตำรวจก็ไม่ควรพูดในลักษณะไม่ดีต่อญาติผู้เสียหาย ซึ่งความจริงแล้วจะมีความผิดทางวินัยด้วย
“กระบวนยุติธรรมของไทยมีปัญหา เพราะทุกคนบอกว่าตนเองทำงานครบถ้วนถูกต้อง ตำรวจก็บอกว่าทำถูกต้อง อัยการก็บอกว่าทำครบถ้วนถูกต้อง แต่กลับมีคนเดือดร้อน ถ้าสุดท้ายคดีนี้ สิ้นสุดด้วยการยกฟ้อง ก็จะมีคำถามว่าใครเป็นคนฆ่า ดังนั้น คดีที่หลักฐานไม่เพียงพอจะต้องไม่ยื่นฟ้องต่อศาล จะต้องรวบรวมหลักฐานต่อไปเรื่อยๆ”พ.ต.อ.วิรุจ ระบุ