คดีที่ 1 “น้องหญิง” เสียชีวิตปริศนา
สำหรับคดีแรกที่เกิดขึ้น คือคดีที่ “น้องหญิง” หรือ น.ส.นรีกานต์ ยาวิราช เสียชีวิต เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา เหตุเกิดหลังจากที่น้องหญิงและ น.ส.เป็ด เพื่อนสาวที่รู้จักกันมาได้ไม่กี่เดือน ไปเที่ยวด้วยกันที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง โดยมี นายอ๊อฟ และ นายท็อป แฟนของ น.ส.เป็ด ไปด้วย
เมื่อถึงเวลากลับ ปรากฏว่า น.ส.เป็ด ที่รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไปส่งน้องหญิงกลับบ้านด้วยตัวเอง กลับบอกว่า ตนเองจะไปกับนายท็อปจึงให้นายอ๊อฟไปส่งน้องหญิงแทน ทำให้น้องหญิงต้องเดินทางกลับบ้านไปกับนายอ๊อฟตามลำพัง ระหว่างนั้นนายอ๊อฟ ได้เปลี่ยนรถเป็นรถเทรลเลอร์และแวะเติมน้ำมันที่ปั๊ม และจอดรถข้างทางอีกหนึ่งครั้งเนื่องจากนายอ๊อฟอ้างว่าแวะลงไปปัสสาวะริมทาง
ถัดจากจุดนั้นไม่ไกลนัก นายอ๊อฟอ้างว่า น้องหญิงกระโดดลงจากรถไปเองจนเสียชีวิต แต่ทางครอบครัวของน้องหญิงไม่เชื่อตามคำกล่าวอ้าง เนื่องจากผลการชันสูตรพบว่าน้องหญิงมีร่องรอยกะโหลกยุบที่ท้ายทอยหลังศีรษะ ลักษณะเหมือนโดนวัตถุทรงกลมกระทบ 2 ครั้ง จนเป็นรูปเลข 8 และรอยกะโหลกแตกเป็นรูปใยแมงมุม
ประกอบกับข้อมูลจากพยานที่ระบุว่า เคยถูก น.ส.เป็ด ล่อลวงไปให้นายอ๊อฟเมื่อเดือนก่อนในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
“ทำให้หลายฝ่ายเชื่อกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแผนการของคนทั้งหมดที่ต้องการล่อลวงน้องหญิงออกมาล่วงละเมิดทางเพศ”
ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและสืบพยานหลักฐาน และหากพบว่าน้องหญิงมีร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ก็จะมีการแจ้งข้อหาผู้ที่เกี่ยวข้องทันที
คดีที่ 2 ยิง “น้องสปาย-นายฟอส” จากความหึงหวง
คดีที่ 2 เป็นเหตุฆาตกรรมยิง นางสาวปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ “น้องสปาย” และ นายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือ “นายฟอส” เสียชีวิต บริเวณเขาชีจรรย์ จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้บงการคือ นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ “เสี่ยอ้วน” ซึ่งมาติดพัน น้องสปาย เพราะเชื่อว่าฝ่ายหญิงไปคบหากับ นายฟอส จึงได้วางแผนจัดทีมสังหารและก่อเหตุดังที่เป็นข่าว
โดย น้องสปายและนายฟอส นั้น เป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก เมื่อน้องสปายไปทำงานหาเงินที่จังหวัดภูเก็ต เคยเล่าให้ครอบครัวฟังว่า เสี่ยอ้วน ได้เข้ามาติดพัน พร้อมบอกว่าพื้นฐานเสี่ยอ้วนเป็นคนอารมณ์รุนแรง เคยฉุดกระชาก และบีบคอทำร้ายร่างกาย ที่ผ่านมาน้องสปายพยายามหนีห่างตลอด เนื่องจากไม่ชอบและเกรงกลัวเพราะเสี่ยอ้วนเป็นผู้มีอิทธิพล
ขณะที่แม่ของนายฟอส ระบุว่า ทั้งสองคนไม่ใช่คู่รักกันอย่างแน่นอน เนื่องจากนายฟอสมีนิสัยเป็นผู้หญิงและชอบแต่งกายเป็นหญิงแสดงร้องรำในงานต่างๆ เสี่ยอ้วนเองอาจจะไม่ทราบเรื่องนี้ ดังนั้นเมื่อพบเห็นทั้งสองใกล้ชิดกัน จึงเกิดความหึงหวงแม้จะไม่ทราบลักษณะความสัมพันธ์ที่ชัดเจนของทั้งสอง เป็นเหตุให้อาจเกิดความโกรธแค้น จนนำไปสู่การวางแผนสังหารด้วยความหึงหวงในที่สุด
สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ เนื่องจากมีการก่อเหตุต่อหน้าประชาชนในละแวกนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการตามล่าเสี่ยอ้วนและสืบสวนพยานหลักฐาน
คดีที่ 3 สาวไฮโซเสียชีวิตคาดหนุ่มคนสนิทมีเอี่ยว
และคดีสุดท้ายเกิดขึ้นกับไฮโซสาวนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ หรือ “เชอรี่” ถูกทำร้ายเสียชีวิต ภายในห้องพักโรงแรมหรูย่านลาดพร้าว ในลักษณะที่สวมชุดนอนสีเขียว ฟุบอยู่กับขอบเตียงนอน มีบาดแผลถูกตีบริเวณขมับขวาจนกะโหลกศีรษะยุบ บนเตียงนอนมีไม้เบสบอลเปื้อนเลือดตกอยู่
โดย เชอรี่ เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และขนส่งรายใหญ่ รวมถึงเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันหลายแห่ง เคยเปิดร้านอาหารที่สหรัฐอเมริกาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ก่อนย้ายกลับมาทำธุรกิจในไทย จากการตรวจสอบทรัพย์สินในตัวของผู้ตายยังอยู่ครบแต่คนร้ายได้ขับรถเบนซ์สีบรอนซ์รุ่นอี 220 ไม่ทราบทะเบียนของผู้ตายหลบหนีไปด้วย
ย้อนกลับไปช่วงเวลา 1 เดือนก่อนหน้านี้ เชอรี่ได้มาเปิดห้องพักอยู่กับ นายอัศยา หรือ “โก้” อายุ 33 ปี พนักงานหนุ่มคนสนิทซึ่งมีหน้าที่ดูแลบัญชีและทรัพย์สิน และจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่า น.ส.ธิติมา พร้อมกับ นายอัศยา เข้าห้องพักวันที่ 26 ก.ค. จากนั้นวันที่ 27 ก.ค. เวลาประมาณ 01.55 น. นายอัศยา ก็เดินออกจากห้องพักไปเพียงคนเดียว
“เกิดข้อสันนิษฐานที่ว่า นายอัศยาอาจเข้ามาสานความสัมพันธ์กับเชอรี่เพื่อหวังในทรัพย์สิน และกลายเป็นคดีฆาตกรรมที่อาศัยความรักมาเป็นเครื่องมือไปในที่สุด”
เมื่อมีความรักแล้วเกิดความหึงหวงภายใต้การหวังผลที่จะครอบครองทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยใช้ความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือ สิ่งที่ตามมา คืออารมณ์ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงชนิดที่ถึงกับต้องมุ่งหมายชีวิต ดังนั้น การมีสติ รู้ดีรู้ชั่วในสิ่งที่คิดและในสิ่งที่ทำ อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องอันน่าสลดนี้ขึ้นอีกในสังคมไทย