วันนี้(13 ส.ค.61)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณซอยสุขร่วมกัน ถนนรัชดาภิเษก เป็นจุดสุดท้าย ที่มีพยานบุคคลเห็น นายเนียน จัน อู นักไวโอลินชาวเมียนมาร์ชื่อดัง ก่อนจะหายตัวไปอย่างปริศนาลึกลับ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่ผ่านมา
โดยพยานบุคคลที่เห็นผู้สูญหายเป็นคนสุดท้าย คือพนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงแรมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกัน โดยให้ข้อมูลกับทีมข่าว พีพีทีวีว่า ในวันเกิดเหตุขณะกำลังเข้าเวร ได้พบนายเนียน จัน อู เดินเข้ามาที่บริเวณลานจอดรถด้านนอกของโรงแรม ซึ่งอยู่ติดกับถนนรัชดาภิเษก จากนั้นพอเดินไปสักพักก็ได้ทำโทรศัพท์มือถือตกหล่น ตนจึงเก็บส่งคืนให้ เมื่อไปสอบถามว่าต้องการให้ช่วยเหลือหรือไม่ นายเนียน จัน อู ไม่ตอบ แต่สังเกตุว่ามีลักษณะเหมือนคนไม่มีแรง และอยู่ในอาการเสียใจ จากนั้นนายเนียน จัน อู ได้เดินออกจากลานจอดรถโดยพยานพาไปเรียกรถแท็กซี่แต่ก็ไม่มีใครรับ จึงพาไปส่งที่บริเวณป้ายรถประจำทางด้านหน้า
สำหรับข้อมูลที่มีในขณะนี้ คือภาพจากกล้องวงจรปิด ช่วงค่ำของวันที่ 2 สิงหาคม ในบริเวณที่เกิดเหตุพบกล้อง 2 ตัว สามารถบันทึกภาพนายเนียน จัน อู เดินอยู่คนเดียวภายในซอยสุขร่วมกัน โดยมือขวาของนายเนียน จัน อู ได้ถือโทรศัพท์เอาไว้ แต่ลักษณะการเดินคล้ายคนมีอาการมึนเมา และเกือบจะล้มหลายครั้ง
ขณะที่กล้องอีกตัวซึ่งห่างจากกล้องตัวแรกไม่มาก พบนายเนียน จัน อู ไม่พกมือถือแล้ว แต่จากนั้นไม่กี่วินาที มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเก็บโทรศัพท์มือถือมาคืนพร้อมกับพาไปนั่งที่ป้ายรถประจำทาง ซึ่งอยู่ใกล้กัน แต่เนื่องจากบริเวณป้ายรถประจำทางไม่มีกล้องวงจรปิดและมีสะพายลอยคนข้ามถนนบังมุมกล้องจึงไม่เห็นภาพเหตุการณ์ต่อจากนั้นว่าผู้สูญหายได้เรียกรถแท็กซี่ หรือขึ้นรถโดยสารประจำทาง หรือเดินเท้าไปที่อื่นๆต่อ
สำหรับนายเนียน จัน อู ได้เดินทางเข้าประเทศไทยช่วงค่ำของวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมาที่สนามบินดอนเมือง และเป็นการเดินทางเข้าประเทศไทยครั้งแรก โดยมาพบกับแฟนสาวซี่งเดินทางมาจากประเทศออสเตรเลีย จากนั้นได้ไปเช่าคอนโดมิเนียมเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะหายตัวไปขณะเดินลงมาซื้อของเพียงลำพังคนเดียว
โดยหลังจากนักไวโอลินได้หายตัวไป ทางแฟนสาวได้ลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร ก่อนเดินทางออกนอกประเทศไปที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อพบครอบครัวผู้สูญหาย และเดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย โดยระบุว่าจนถึงขณะนี้ทางญาติและแฟนสาวก็ยังไม่พบการเรียกร้องข่มขู่จากคนร้ายแต่อย่างใด แต่ก็กังวลว่าอาจถูกล่อลวงเข้าสู่ขบวนการค้ามนุษย์ และการขายแรงงาน เพราะว่าผู้สูญหายสื่อสารได้เพียงภาษาพม่าเท่านั้น และพูดภาษาอังกฤษได้เพียงเล็กน้อย
ล่าสุด พลตำรวจตรี สมพงษ์ ชิงดวง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจรายชื่อผู้สูญหาย รูปพรรณสัณฐาน รวมถึงการเข้าจับกุมแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ว่ามีข้อมูลตรงกับผู้สูญหายหรือไม่ แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่สรุปประเด็นว่าการหายตัวไปครั้งนี้เกิดจากสาเหตุใด
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้