นับเป็นข่าวดีของเกษตรกรที่มีที่ดินแต่ขาดเงินทุนหรือสภาพคล่อง ซึ่งการจะเดินเข้าไปขอกู้เงินจากธนาคารทั่วๆไป อาจมีปัญหาเรื่องของการใช้หลักประกัน แต่นับจากนี้หากผืนดินในครอบครองมีต้นไม้ที่คาดว่าจะมีมูลค่า ก็อาจจะเข้าข่ายที่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอกู้เงินได้
ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้กำหนดต้นไม้กว่า 200 ชนิด ที่สามารถนำมาใช้ยื่นเพื่อตรวจสอบประเมินมูลค่าต้นไม้ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 ไม้เนื้ออ่อน 47 ชนิด การเติบโตจะเร็วแต่มูลค่าของเนื้อไม้ต่ำ เช่น กระถินเทพณรงค์,สนประดิพัทธ์,สะเดา
กลุ่มที่ 2 ไม้เนื้อปานกลาง 110 ชนิด การเติบโตปานกลาง มูลค่าเนื้อไม้ค่อนข้างสูง เช่น ประดู่,ตะเคียนทอง,ยางนา
กลุ่มที่ 3 ไม้สัก 2 ชนิด การเติบโตปานกลาง มูลค่าเนื้อไม้สูง ได้แก่ ไม้สัก มะปิน หรือ มะตูม
และ กลุ่มที่ 4 ไม้เนื้อแข็ง 52 ชนิด การเติบโตช้า มูลค่าเนื้อไม้สูงมาก เช่น ไม้พะยูง, จันทร์หอม ,ประดู่ป่า,ชิงชัน
รวมทั้งหมดกว่า 211 ชนิด
ส่วนการนำต้นไม้ 4 กลุ่มนี้ มาเป็นหลักประกันในการยื่นกู้ขอสินเชื่อ จะได้รับการพิจารณาสินเชื่อได้สูงสุดถึง 80% ของราคาประเมินที่ดิน ต่างจากที่ดินเปล่าๆ ที่ได้เพียง 50% เท่านั้น
สำหรับการประเมินมูลค่าของต้นไม้ จะพิจารณา “ตามประเภท อายุ ขนาด และ ความสูง และต้องปลูกในพื้นที่ที่มีโฉนด” โดยจะต้องนำเงินกู้ที่ได้ไปเสริมสภาพคล่อง หรือลงทุนด้านการเกษตร
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. บอกว่า “เป็นการสนับสนุนโครงการธนาคารต้นไม้ของรัฐบาลและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถขอสินเชื่อเพื่อนำเงินไปพัฒนาที่ดินทำกินของตนเองได้”
ปัจจุบันมีเกษตรกร 150,000 ราย ที่เป็นสมาชิกโครงการธนาคารต้นไม้ และมีต้นไม้ที่ปลูกแล้ว 11 ล้านต้น โดยต่อไปในอนาคตจะขยายให้บุคคลทั่วไปยื่นกู้ได้
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >>> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้