เป็นครั้งแรกที่อนุทิน ชาญวีรกูล จะมีบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดให้พรรคการเมือง ต้องส่งบัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ประชาชนรับรู้ก่อนการเลือกตั้ง
แม้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มีบทบัญญัติ กำหนดให้ผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องลงแข่งขันในการเลือกตั้ง ส.ส.ด้วย แต่ชื่อของ นายอนุทิน ยังจะปรากฎอยู่ในผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 ของพรรค เพราะเขามองว่า การได้รับเลือกเป็นจากประชาชน มีความหมายสูงสุด
ไม่ต่างจากพรรคการเมืองอีกจำนวนหนึ่ง ที่ประกาศจุดยืนส่งหัวหน้าพรรคของตนเอง ชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี หนึ่งในนั้น คือ พรรคอนาคตใหม่ แม้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะเพิ่งก้าวเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้าของพรรค แต่ก็เป็นความหวังที่พรรคเชื่อว่ามีโอกาสได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ก็มีพรรคการเมืองหลายพรรค ที่ยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะส่งใครชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เช่น พรรคเพื่อไทย ที่ค่อนข้างชัดเจนจากการประชุมเลือก พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค แล้วว่า รายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะไม่ใช่หัวหน้าพรรค และยังอาจไม่ใช่ผู้ที่ลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ เพราะพรรคเพื่อไทย เป็นพรรค ที่มีโอกาสได้ ส.ส.ระบบเขตจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ในระบบเลือกตั้งแบบใหม่
ตามกติกาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดเพียงให้ สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรี ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2550
ทำให้ ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องลงสมัครเลือกตั้ง แต่ต้องอยู่ในบัญชีที่พรรคการเมือง แสดงไว้ต่อประชาชน ว่าจะเสนอชื่อบุคคลนี้ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ยังทำให้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจมีบางพรรคการเมือง ใส่รายชื่อบุคคล ที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งไว้เป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยคาดการณ์กันว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะลงท้าชิง ก็อาจมีที่มาจากวิธีการนี้
สำหรับผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องทำหนังสือยินยอมมอบให้พรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวเป็นผู้เสนอชื่อ และต้องไม่ขาดคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรือ ให้รอการลงโทษ เว้นแต่เป็นความผิดลหุโทษ
แต่ก็ไม่ใช่ทุกพรรคการเมืองที่จะมีสิทธิ์เสนอชื่อในที่ประชุมรัฐสภาหลังการเลือกตั้ง ท้ายที่สุด ต้องขึ้นอยู่กับว่า พรรคการเมืองนั่นได้รับคะแนนเสียงมากน้อยแค่ไหน เพราะ พรรคที่มีสิทธิ์เสนอชื่อ จะต้องได้เสียงส.ส.ในสภาอย่างน้อย 25 เสียง จึงเป็นที่มา ที่ทำให้ พรรคที่เกิดใหม่ แย่งชิงตัวอดีต ส.ส.กันอย่างคึกคัก
ติดตามข่าววันนี้ได้ที่นี่ >> //www.pptvhd36.com/special/ข่าววันนี้