นางธนิสร กุยแก้ว อายุ 42 ปี ผู้เสียหายถูกหลอกให้ทำอาหารพร้อมน้ำดื่ม ส่งโรงงานแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ด้วยการทำสัญญาผูกมัดเป็นเวลา 5 ปี ให้ผลิตข้าวกล่อง วันละ 10,000 กล่อง และน้ำดื่มประเภท อีกวันละ 10,000 ขวด รวมถึงไข่ต้มส่งวันจันทร์-ศุกร์ วันละ 30,000 ฟอง ระหว่างทำสัญญาถูกเรียกเงินล่วงหน้าเพื่อจ่ายค่าสัมปทาน รวมกว่า 100,000 บาท
นางธนิสร บอกว่าที่หลงเชื่อเพราะเห็นว่าผู้มาติดต่อเป็นคนรู้จักกัน จึงทำสัญญาสัมปทานกับบริษัทดังกล่าวไป โดยญาติมาร่วมลงทุนซื้อข้าวของเครื่องใช้และเครื่องครัว พร้อมเรียกชาวบ้านพื้นที่ใกล้เคียงและรู้จักกันจำนวนกว่า 60 คน มาเป็นแรงงานเพื่อผลิตข้าวกล่องและน้ำดื่ม ทำกันหามรุ่งหามค่ำ โดยลงทุนไปแล้วกว่า 1 ล้านบาท หลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้วและทำการผลิตข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม ปรากฏว่าผู้ทำสัญญาอ้างสารพัดอย่าง ว่าทำไม่ได้มาตรฐาน ทำไม่ครบจำนวนบ้าง
นางธนิสร ผู้เสียหายเดินทางไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสอน สภ.พญาแมน จ.อุตรดิตถ์ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 299,000 บาท โดยให้ชดใช้ภายในวันที่ 12 พฤศจิกายน แต่หากไม่จ่ายก็จะคิดค่าเสียหายเพิ่มเป็น 799,000 บาท ซึ่งเป็นค่าสัญญา ค่าอุปกรณ์และค่าจ้างแรงงาน เบื้องต้น ตำรวจรับแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และอยู่ระหว่างสอบสวนพยานแวดล้อม รวบรวมหลักฐาน พร้อมเตรียมออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเจรจาไกล่เกลี่ยกัน
พล.ต.ต.พยูห์ ธนะศรีสืบวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์ ระบุว่า จากการส่งทีมชุดสืบสวนลงไปในพื้นที่โรงงานไทยแอรโรว์ ตำบลหัวรอ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเข้าไปสอบถามข้อมูล กรณีมีผู้ถูกว่าจ้างทำข้าวกล่องอ้างว่าจะต้องนำมาส่งให้โรงงานนี้ จริงหรือไม่ ทางโรงงานยืนยันว่า ไม่รู้จักแม่ค้า ที่ทำข้าวกล่อง รวมถึงไม่ได้เป็นคู่สัญญา เรื่องอาหารและน้ำดื่มแต่อย่างใด พร้อมชี้แจงว่าทางโรงงานมีโรงอาหาร ไม่จำเป็นต้องสั่งข้าวกล่องและน้ำขวด น้ำดื่ม เพิ่มเติม
เบื้องต้นตำรวจยังได้ตรวจสอบประวัติผู้ที่ว่าจ้าง นางธนิสรให้ทำข้าวกล่อง พบว่า เป็นพี่สามีกับน้องสะใภ้ มีพฤติกรรมในการหลอกลวงซึ่งน้องสะใภ้มีประวัติเกี่ยวข้องกับคดีอื่นและคดียาเสพติด ได้เร่งให้พนักงานสอบสวนทุกโรงพักตรวจสอบประวัติบุคคล ทั้ง 2 พร้อมยืนยันว่า ผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความขณะนี้มีเพียงคนเดียว
ล่าสุดนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาเปิดเผยว่า มีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องบังคับข่มขู่ให้ชาวบ้านจ่ายเงินค่าทำผิดสัญญา และนำเงินค่าปรับที่ได้ไปแบ่งกัน
นอกจากนี้มีข้อมูลของผู้เสียหายที่เคยถูกหลอกให้ทำข้าวกล่องในลักษณะเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้เสียหายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดอาการเครียดจนเส้นเลือดในสมองแตกเมื่อถูกผู้ว่าจ้างและตำรวจนายหนึ่งบังคับให้จ่ายค่าปรับกว่า 7 แสนบาท เพราะอ้างว่าทำผิดสัญญา หลังจากที่เรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่านสื่อมีผู้เสียหาย 3 ราย เตรียมเข้าให้ข้อมูลกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในวันนี้
นายอัจฉริยะ ระบุว่า จากการตรวจสอบประวัติของผู้ว่าจ้างให้ทำข้าวกล่อง พบว่าทั้ง 2 คน มีประวัติฉ้อโกงมาแล้วหลายคดีและคดียาเสพติด ซึ่งยังอยู่ในระหว่างพิจารณาคดีในชั้นศาล ก่อนจะมาก่อเหตุหลอกชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์
สำหรับพฤติกรรมพบว่ามีจุดประสงค์ต้องการเงินค่าปรับจากการทำผิดสัญญา และมีการวางแผนเป็นกระบวนการ เข้าข่ายลักษณะฉ้อโกงหลอกลวงโดยเฉพาะการวางแผนยึดเงินประกันและเงินค่าปรับจากชาวบ้านที่ตกเป็นเหยื่อ
โดยนายอัจฉริยะ เตรียมส่งทีมฝ่ายกฎหมายไปช่วยเหลือทางคดีให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอก และเตรียมนำข้อมูลที่ได้จากผู้เสียหายมาแฉขบวนการนี้
รวบแล้ว ‘2 ผู้ต้องหา’ ฉ้อโกงจ้างทำ “ข้าวกล่อง”
มีรายงานว่า เวลา 20.00 น.คืนที่ผ่านมา (7 พ.ย.61) ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ต.พยูร์ ธนะศรีสืบวงศ์ รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด (ภ.จว.) อุตรดิตถ์ ว่า นางกัญจ์หทัย สุกใส อายุ 41 ปี ชาว อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ และ นางธนิตา จันทร์อิ่ม อายุ 43 ปี ชาว อ.พิชัย ผู้ว่าจ้างให้ทำข้าวกล่อง ได้เข้ามอบตัวต่อทีมพนักงานสอบสวน
พนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกง แต่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ให้การปฏิเสธเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จะให้การในชั้นศาล
เมื่อผู้ต้องหามามอบตัวก็ต้องปล่อยตัวไป และนัดมาอีกครั้งเพื่อนำตัวส่งศาล เพื่อดำเนินคดีให้เร็วที่สุด เบื้องต้นทราบว่า นางกัญจ์หทัย มีคดีความที่ยังอยู่ระหว่างการประกันตัวมากถึง 5-6 คดี ทั้งในพื้นที่ อ.พิชัย และ จ.พิษณุโลก ทุกคดีล้วนแต่เป็นคดีฉ้อโกงแทบทั้งนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำ นางธนิตา และ น.ส.กัญจ์หทัย นั้น ได้มี น.ส.นภัสวรรณ ยิ้มเจริญ อายุ 26 ปี เดินทางมาที่ สภ.พญาแมน และเปิดเผยว่า พอทราบว่า นางธนิตา และ น.ส.กัญจ์หทัย มาให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ จึงมารอเจอ และหากมีโอกาสได้พูดคุย ก็อยากจะถามว่า ยังมีชีวิตอยู่หรือ ยังไม่หยุดพฤติกรรมหลอกลวงชาวบ้านอีกหรือ ซึ่งปีที่ผ่านมาพ่อของตนคือ นายอัครเดช ยิ้มเจริญ ได้ทำสัญญาทำข้าวกล่องส่งให้ น.ส.กัญจ์หทัย เช่นกัน รวมเป็นเงินกว่า 3 ล้านบาท แต่เมื่อทำข้าวกล่องส่งก็ไม่มีการรับข้าวกล่องไปตั้งแต่ทำครั้งแรก โดยอ้างว่าข้าวแฉะ ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้พ่อซึ่งเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เกิดอาการเครียดมากจนเสียชีวิต