การชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง เริ่มกลับมาดุเดือดและคึกคักขึ้นอีกครั้งในช่วงสัปดาห์แรกหลังปีใหม่ โดยเมื่อวานนี้ (5 ม.ค. 2562) มีผู้ออกมาร่วมชุมนุมทั่วประเทศกว่า 5 หมื่นคน ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า
สถานการณ์ในกรุงปารีส บานปลายกลายเป็นเหตุปะทะรุนแรง หลังผู้ประท้วงขว้างปาระเบิดเพลิงใส่ตำรวจปราบจลาจลที่ตรึงกำลังตั้งด่านสกัดบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแซน ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรสายหลักเข้าสู่ศูนย์ราชการ จากนั้น ผู้ประท้วงมีการจุดไฟเผารถจักรยานยนต์ ถังขยะ และเรือโดยสารในแม่น้ำ เจ้าหน้าที่จึงต้องตัดสินใจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่เพื่อควบคุมฝูงชน
นาย เบนจามิน กรีโวลล์ (Benjamin Griveaux) โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส เปิดเผยว่า มีกลุ่มชายชกรรจ์ บ้างสวมชุดดำ บ้างสวมเสื้อกั๊กเหลือง พยายามขับรถพุ่งชนประตูทางเข้า เพื่อบุกเข้าไปในอาคารสำนักงานโฆษกรัฐบาล มีการทุบทำลายกระจก และรถยนต์ที่อยู่ในบริเวณนั้นด้วย ส่งผลให้ตัวเขาและทีมงานต้องอพยพหนีตายออกทางประตูด้านหลัง ไปหลบในโรงแรมที่อยู่ใกล้กัน
ส่วนที่ถนนช็องเซลีเซ เจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวปะปนอยู่ในบริเวณนั้นด้วย แต่ในท้ายที่สุดก็ตัดสินใจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง เพื่อสกัดฝูงชนที่พยายามจุดไฟเผาทำลายทรัพย์สินสาธารณะ และรถยนต์หลายสิบคันที่จอดไว้ริมถนน
หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ได้ออกมาประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเจรจาตลอดเวลา เพราะเป็นฝ่ายยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องแล้วหลายเรื่อง โดยเฉพาะการยกเลิกภาษีเชื้อเพลิง การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และการลดภาษีสำหรับพลเมืองวัยเกษียณ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปารีสลุกเป็นไฟ! ม็อบเสื้อกั๊กเหลืองเผารถ ประท้วงน้ำมันแพง )