วันนี้ (8 ม.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมตัวแทนจากสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ (UNHCR) เข้าพบ นางสาวราฮาฟ โมฮัมเหม็ด แอล-เคนูน หญิงสาวชาวซาอุดีอาระเบีย เพื่อสอบถามความต้องการของเธอแล้ว พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ได้เปิดแถลงข่าวผลการพูดคุยกับนางสาวราฮาฟว่า นางสาวราฮาฟ ขอพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยระยะหนึ่ง ก่อนที่จะยื่นเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัย และตัดสินใจว่าจะเดินทางต่อไปยังประเทศใด โดยหลังจากได้ข้อสรุป ทางการไทยจะส่งตัวต่อไปโดยที่ไม่มีความผิด อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาในการอยู่ในประเทศไทยจะมีทางตำรวจนั้นคอยดูแลรักษาความปลอดภัยเพื่อเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับหญิงสาวรายนี้ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: ไทยยันไม่บังคับส่งตัวหญิงซาอุฯกลับประเทศ หวั่นได้รับอันตราย)
ด้าน ยูเอ็นเอชซีอาร์ ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ ยูเอ็นเอชซีอาร์ ได้พบกับ นางสาวราฮาฟ แล้ว เพื่อพิจารณาการให้ความ คุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัยระหว่างประเทศ และหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนให้กับสถานการณ์ของเธอ อย่างไรก็ตามทาง ยูเอ็นเอชซีอาร์ ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการพบกัน เนื่องจากเป็นความลับและเพื่อความปลอดภัย โดยทาง ยูเอ็นเอชซีอาร์ จะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ถึง 7 วัน เพื่อพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยของเธอ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง: “ยูเอ็นเอชซีอาร์” ช่วยสาวซาอุฯ พาออกสุวรรณภูมิ รอส่งตัวไปประเทศที่ 3)
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ กับเจ้าหน้าที่ ยูเอ็นเอชซีอาร์ เข้าไปคุยกับ นางสาวราฮาฟ แล้ว ทาง ยูเอ็นเอชซีอาร์ ได้พาตัว นางสาวราฮาฟ กลับไปที่พักโรงแรมแห่งหนึ่งย่านหลานหลวง
โดยก่อนหน้านี้ องค์กรเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน เช่น แอมเนสตี้ และ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ต่างออกแถลงการณ์เรียกร้องร้องทางการไทยให้ระงับการส่งตัวนางสาวราฮาฟกลับประเทศ โดย ซามาห์ ฮาดิด ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ตะวันออกกลางของ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า นางสาวราฮาฟเสี่ยงจะได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวง หากทางการไทยส่งตัวเธอกลับไปซาอุดีอาระเบีย ผ่านคูเวต โดยเธออาจถูกดำเนินคดีอาญาในซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากขัดขืนกฎหมายที่บังคับให้ผู้หญิงต้องอยู่ใต้การกำกับดูแลของญาติที่เป็นผู้ชาย
ทั้งนี้เช่นเดียวกับ นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะดูแลรับผิดชอบด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กล่าวถึงกรณี นางสาวราฮาฟ ว่า เนื่องจากยังไม่ชัดเจนว่า หญิงสาวดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นเยาวชนขอลี้ภัยด้วยเหตุผลใด และการส่งตัวกลับจะทำให้เธอได้รับอันตรายหรือไม่ รัฐบาลไทยควรต้องเคารพหลักการไม่ผลักดันบุคคลสู่อันตราย และควรหารือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เพื่อคุ้มครองในเบื้องต้นและหาข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ต้องมีหลักประกันว่า นางสาวราฮาฟ จะไม่ได้รับอันตราย หากต้องส่งตัวเธอกลับประเทศต้นทาง
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- “บิ๊กป้อม”โต้ไม่เกี่ยวกับประเทศที่สาม เตรียมส่งกลับสาวซาอุฯ
- สถานทูตฯยืนยันไม่ได้ยึดหนังสือเดินทางสาวซาอุฯ