เมื่อวันที่ (11ม.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อเวลา 7 นาฬิกาวันนี้ พบว่า พื้นที่ริมถนน 19 พื้นที่ และพื้นที่ทั่วไป 13 พื้นที่ มีค่าเกินมาตรฐานในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยในจำนวนพื้นที่ริมถนน 19 พื้นที่ที่พบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานนั้นมีอยู่ 8พื้นที่ที่สถานการณ์น่าเป็นห่วงเพราะที่มีค่าเกินมาตรฐานอยู่ระหว่าง 70-86 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเกินจากค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรไปมาก ได้แก่
1.ริมถนนดินแดง
2.ริมถนนลาดพร้าว ช่วงซอยลาดพร้าว 95
3.ริมถนนพระราม 4
4.ริมถนนพระราม 3 ย่านเจริญกรุง
5.ริมถนนลาดกระบัง
6.ริมถนนซอยนิคมบ้านพักรถไฟธนบุรี 5 เขตบางกอกน้อย
7.ริมถนนสามเสน เขตพระนคร
8.ริมถนนพหลโยธิน เขตบางเขน
ผ่านมาถึงช่วงบ่าย เมื่อเวลา 15 นาฬิกา รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ เลวร้ายขึ้น เพราะค่าฝุ่นที่เกินมาตรฐานอยู่แล้ว เกินมาตรฐานมากขึ้นไปอีก ทีมข่าวพีพีทีวีลงพื้นที่เก็บภาพบรรยากาศในพื้นที่ที่พบการรายงานค่าฝุ่นชนิดนี้เกินมาตรฐานทั้งหมด 4 พื้นที่ ได้แก่
พื้นที่ดินแดง พบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานไปอยู่ที่ 85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พื้นที่ลาดพร้าว พบค่าเกินมาตรฐาน ทะลุไปถึง 102 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งจัดอยู่ในโซนแดง คือ มีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว พื้นที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานไปอยู่ที่ 70 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และพื้นที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานไปอยู่ที่ 72 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
นอกจากนี้ยังพบพื้นที่ริมถนนที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานจากระดับ “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ” แล้วเพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ” หรือ โซนสีแดง อีก 2 จุด ได้แก่ ริมถนนพระราม 3 ย่านเจริญกรุง และริมถนนซอยนิคมบ้านพักรถไฟธนบุรี 5 เขตบางกอกน้อย
กรมควบคุมมลพิษคาดสถานการณ์ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มสูงขึ้นจึงขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งทุกประเภท และงดการใช้รถยนต์ควันดำอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีแนวคิดประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรุงเทพมหานครเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดซึ่งจะทำให้รถสะสมบนถนน รวมทั้งพื้นที่ก่อสร้างแนวรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุของมลพิษฝุ่น
ขณะที่ กรมอนามัย ได้ให้ข้อมูล เรื่องผลกระทบทางสุขภาพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบจากฝุ่นชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ คนกลุ่มเสี่ยงควรงดออกนอกอาคาร ส่วนบุคคลทั่วไปควรเลี่ยงทำกิจกรรมนอกบ้าน และงดทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก แต่ถ้าจำเป็นต้องออกให้ใส่หน้ากากอนามัยชนิดกันฝุ่น PM2.5