ด้วยความนิยมของสายการบินทั่วโลกที่หันมาใช้เครื่องบินที่มีลำขนาดเล็กแต่มีความคล่องตัวสูง ทำให้มีผลกับธุรกิจของแอร์บัส A380 แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นผลกระทบโดยตรงที่สุด ลูกค้า 2 รายใหญ่อย่าง สายการบินอาหรับ เอมิเรตส์ ลดการสั่งซื้อจาก 162 เครื่อง เหลือ 123 เครื่อง และหันไปสั่งซื้อรุ่น A350 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแทน ขณะที่สายการบินควอนตัส ของออสเตรเลีย ยกเลิกการสั่งซื้อเครื่องบินถึง 8 ลำ ทำให้ในที่สุดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.2562 แอร์บัส ตัดสินใจออกแถลงการณ์ “ยกเลิกสายการผลิต”
แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การยกเลิกการผลิตครั้งนี้ส่งผลกระทบไปถึงพนักงานกว่า 3,000-3,500 ตำแหน่ง ซึ่งทางบริษัทก็ได้เตรียมเจรจาสหภาพแรงงานภายในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าและจะส่งมอบเครื่องบินรุ่น A380 ลำสุดท้ายในปี 2564 เป็น 14 ลำสุดท้าย
ถ้าย้อนไปดูความอลังการของเครื่องบิน A380 ซึ่ง มีจำนวน 2 ชั้น จุผู้โดยสารระหว่าง 500-850 คน ราคาสูงถึงลำละ 446 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (13,978 ล้านบาท) เป็นเครื่องบินที่สร้างขึ้นจากหลายๆ ประเทศใน ยุโรป ทั้ง อังกฤษ เยอรมัน สเปน และฝรั่งเศส โดยเป็นการสร้างแต่ละส่วนแล้วมาประกอบกัน เน้นความหรูหรา สะดวก สบาย ให้บริการเที่ยวบินพาณิชย์เที่ยวแรกปี 2550 คือสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เส้นทาง สิงคโปร์-ซิดนีย์ ขณะที่ช่วงก่อนหน้านั้น แอร์บัส เลื่อนการส่งมอบรุ่น A380 มาหลายครั้ง
ขณะที่ลูกค้าที่ซื้อเครื่องบิน A380 นอกจาก สิงคโปร์แอร์ไลน์ แล้วยังมี เอมิเรตส์ ควอนตัส แอร์ฟรานซ์ ลุฟต์ฮันซา โคเรียนแอร์ ไชนาเซาเทิร์น มาเลเซียแอร์ไลน์ บริติชแอร์เวย์ เอเชียนาแอร์ไลน์ กาตาร์แอร์เวย์ เอติฮัดแอร์เวย์ รวมถึงการ การบินไทย เริ่มให้บริการครั้งแรกเมื่อ 6 ตุลาคม 2555 ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 6 ลำ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า แอร์บัส จะยกเลิกการผลิตเครื่องบินโดยสารรุ่น A380 แต่จะยังคงเดินหน้าผลิตเครื่องบินรุ่นอื่นๆต่อไป ซึ่งผลการดำเนินงานของ บริษัท ในปี 2561 แอร์บัสมีกำไรอยู่ที่ 3,000 ล้านยูโร เพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปีก่อนหน้า
ภาพจาก : AFP
ข้อมูลจาก : BBC