วันที่ 16 เม.ย. 58 ผู้สื่อข่าว PPTVHD ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ "พยาธิสตรองจิรอยด์" โดยพบว่า ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้อธิบายถึงโรคพยาธิสตรองจิรอยด์ไว้อย่างครบถ้วน โดยเนื้อหาทางวิชาการระบุว่า โรคพยาธิสตรองจีลอยด์ (Strongyloidiasis) เป็นโรคพยาธิที่มีสาเหตุมาจากหนอนพยาธิตัวกลมชนิด สตรองจีลอยด์ สเตอโคราลีส ซึ่งในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค และอาชีพที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงคือเกษตรกรรม
ผู้ที่ติดเชื้อแบบเรื้อรังส่วนใหญ่จะไม่มีอาการหรือมีอาการไม่รุนแรง แต่ในรายที่ติดเชื้อจำนวนมากจะเกิดอาการท้องเสียเรื้อรัง ขาดสารอาหาร ผู้ป่วยที่ได้รับยาในกลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน จะมีการเพิ่มจำนวนของเชื้อเป็นจำนวนมาก และแพร่กระจายเชื้อเข้าสู่อวัยะต่าง ๆ ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ และพยาธิสามารถดำรงชีวิตอิสระในดินได้ โดยไม่อาศัยโฮสต์และมีชีวิตแบบปรสิตในคน นอกจากนี้ยังพบว่าสุนัข แมว และหนูเจอร์บิลเป็นโฮสต์เฉพาะสำหรับพยาธิชนิดนี้ได้ อย่างไรก็ดี หากพบว่าร่างกายมีอาการผิดปกติ และคาดว่าจะติดเชื้อพยาธิสตรองจีลอยด์ ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน
ลักษณะการติดต่อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์พบด้วยกัน 4 ช่องทาง ได้แก่ 1.ทางผิวหนัง จะพบได้ตั้งแต่ไม่รุนแรงคือ เมื่อถูกตัวอ่อนไชเข้าครั้งแรกจะมีเพียงอาการคันและมีจุดแดงเท่านั้นผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง ทำให้เกิดรอยนูนแดงเป็นทางยาวใต้ผิวหนัง 2.ทางเดินหายใจ ตัวอ่อนพยาธิไชทะลุเส้นเลือดฝอยที่ปอดเข้าสู่ถุงลม จะทำให้เกิดเลือดออกเล็กน้อย ถ้าไชผ่านปอดจะรุนแรงมากอาจทำให้เกิดปอดบวม ร่วมกับมีไข้และไอ อาจพบไข่และตัวอ่อนได้ในเสมหะ
3.ทางเดินอาหาร เยื่อบุผนังลำไส้จะถูกทำลายและเกิดการหลุดออก เริ่มจากมีอาการปวดท้องขณะปวดท้องคล้ายกับเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และ 4.ในภาวะที่โฮสต์มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะทำให้มีการเพิ่มจำนวนตัวอ่อนในโฮสต์ก่อให้เกิดอันตรายกับอวัยวะต่างๆ
ทั้งนี้ การตรวจวินิจฉัย สามารถตรวจหาเชื้อพยาธิได้โดย 1.ตรวจหาตัวอ่อนระยะ rhabditiform จากอุจจาระผู้ป่วยและในกรณีที่ติดเชื้อเป็นจำนวนมากอาจจะพบระยะ filariform ในเสมหะผู้ป่วยได้ 2. การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน (culture method) ในอาหารเลี้ยงเชื้อผสมวุ้น 3. การวินิจฉัยโดยวิธีภูมิคุ้มกันวิทยา ส่วนใหญ่เป็นการตรวจหาแอนติบอดีที่จำเพาะต่อตัว พยาธิ เช่น วิธีอิไลซ่า (ELISA) เป็นต้น
ขณะที่วิธิการป้องกันการติดเชื้อพยาธิพยาธิสตรองจีลอยด์ 1.ให้ทุกคนสวมรองเท้าทุกครั้งที่ต้องเดินบนพื้นดิน 2.สวมถุงมือทุกครั้งที่สัมผัสดิน 3.ถ่ายอุจจาระลงส้วม และ 4.ให้การรักษาผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อและควรรักษาซ้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อเข้าไปใหม่และทำลายพยาธิที่เกิดจากติดเชื้อด้วยตนเอง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต