การแสดงความมั่นใจในประเด็นนี้ เกิดขึ้นหลังถูกสื่อมวลชนถามว่า จะสามารถควบคุมเสียงของสมาชิกพรรคที่ได้เป็นส.ส.หลังการเลือกตั้งไม่ให้ยกมือโหวตสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อได้อย่างไร เพราะมีผู้สมัครส.ส.จำนวนหนึ่ง เคยมีจุดยืนและเคลื่อนไหวร่วมกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งปัจจุบันอยู่กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย และ มีจุดยืนสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า จะสามารถควบคุมเสียงของลูกพรรคไม่ให้โหวตเลือกบุคคลอื่นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญจะให้เสรีภาพส.ส.แต่ละคนสามารถลงมติแตกต่างจากพรรคต้นสังกัด แต่ตามระเบียบข้อบังคับพรรคก็ระบุถึงอุดมการณ์เกี่ยวกับประชาธิปไตยอย่างชัดเจน
นั่นหมายความว่า แรงกดดันแรกที่นายอภิสิทธิ์จต้องเผชิญและพิสูจน์ หลังประกาศไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ คือ ต้องทำให้พรรคประชาธิปัตย์มีส.ส.ในสภามากกว่าพรรคพลังประชารัฐ เพื่อที่จะมีอำนาจในการต่อรอง เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีพล.อ.ประยุทธ์ มาร่วมทีมด้วย เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ และจุดยืนที่ประกาศออกมา
ส่วนแรงกดดันต่อมา คือ นายอภิสิทธิ์ ต้องคุมเสียงลูกพรรคทั้งหมดที่ได้เป็นส.ส.ให้ได้ ไม่ปล่อยให้เกิดปรากฎการณ์งูเห่า คือ ส.ส.โหวตสวนมติพรรค หันไปสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะประเด็นนี้เป็นรู้กันดีว่า สถานการณ์ในพรรคประชาธิปัตย์ ยังมีขั้วอำนาจที่คิดแตกต่างไปจากกลุ่มของนายอภิสิทธิ์ และ แรงกดดันสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุด คือ นายอภิสิทธิ์ ต้องทำให้พรรคได้ส.ส.ในสภามากกว่า 100 คน เพื่อที่จะยังคงสถานะการเป็นหัวหน้าพรรคไว้ เพราะ หากได้ส.ส.ต่ำกว่า 100 คน นายอภิสิทธิ์ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
สำหรับการประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ แต่ตั้งเงื่อนไขกับการร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ นายอภิสิทธิ์ อ้างว่าไม่แตกต่างการจุดยืนที่พรรคอนาคตใหม่เคยประกาศไว้ พร้อมยกตัวอย่างคำพูดที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เคยตอบคำถามในเวทีดีเบตแห่งหนึ่ง
ส่วนหลังการเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในสถานะที่ต้องเลือกว่าจะร่วมกับพรรคเพื่อไทย หรือ พรรคพลังประชารัฐ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์รวมอยู่ด้วยจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ ประกาศ พร้อมเป็นฝ่ายค้านในสภา