มาดหนุ่มชาวร็อกผู้สะเทือนเวที The Voice 2018 คือมุมหนึ่งในพาร์ทการร้องเพลง แต่เราจะพาแฟนๆไปทำความรู้จักกับ “โจอี้ - จักรกฤษ ขำจิตร์” ในมุมหนุ่มบ้านทุ่งแท้ๆ ที่จะทำให้หลายคนได้รู้จัก “บักจ่อย” แห่ง ร้อยเอ็ด คนนี้มากขึ้น!!
เราออกเดินทางไปยัง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อตามติดการใช้ชีวิตของ “โจอี้” ที่นั่น เมื่อไปถึงเราได้รับการต้อนรับพร้อมรอยยิ้มจริงใจจากครอบครัว “ขำจิตร์” หลังจากทักทายกันแล้ว “บักจ่อย” ก็พาเราไปบุกทุ่งนาของที่บ้านที่ๆเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย และเขาก็ไม่ลืมหยิบ พิณ และ กีต้าร์ เครื่องดนตรีคู่ใจไปด้วย
“ฉายา “บักจ่อย” ก็เกิดตอนรอบบลายด์ออดิชั่นครับ “พี่ป๊อบ” ( โค้ชป๊อบ ปองกูล ) เรียก ก็เป็นคาแรคเตอร์ที่ดีคนเรียกแล้วเขาก็ยิ้ม ผมก็มีความสุขครับ เป็นฉายาประจำตัวไปแล้ว ( ยิ้ม )
“เวลาผมกลับบ้านมาดูนา ผมก็ถือกีต้าร์กับพิณ สะพายกีต้าร์แล้วก็พิณมากับเพื่อน บางครั้งก็มาคนเดียวครับ ก็มาดีดกีต้าร์เล่น แล้วก็มาเดินดูทุ่งนาของผม แล้วก็ซื้อน้ำอัดลมมากินด้วยกับน้ำแข็งเย็นๆ นั่งใต้ร่มไม้แล้วรู้สึกได้ฟีลดี ก็ได้ซ้อมร้องเพลงไปในตัวด้วย สำหรับนาผืนนี้ก็เป็นนาที่ตายายผมได้มรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ก็ไม่รู้ว่าตายายทำมาตั้งแต่ผมเกิดหรือผมไม่เกิดประมาณนี้ แต่ผมก็ได้มีส่วนร่วมมาทำ เพราะช่วงนึงตาผมก็ขับแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ ลุงผมก็ขับแท็กซี่ ก็ไม่มีคนทำนา ผมก็อยู่กับยายกับหลานอีก 2 คน ผมก็มาทำแทน มาหว่านข้าว เพราะว่านาแถวนี้น้ำมันไม่ทั่วถึง ผมก็ต้องมาสูบน้ำใส่ข้าว ก็ทำอยู่ช่วงนึง ช่วงเรียนมัธยม”
แค่เริ่มต้นบทสทนาถึงเรื่องการใช้ชีวิตที่นี่ ใบหน้า “โจอี้” เต็มไปด้วยความสุข เพราะช่วงชีวิตที่อยู่กรุงเทพฯกับพี่สาว เขาโหยหาชีวิตที่ท้องทุ่งเหมือนช่วงวัยเด็กกับวีรกรรมแสบๆ
“สมัยเด็กๆตอนเด็กๆดื้อมาก อะไรที่ฮิต พวกเล่นคมแฝกผมก็ชอบเล่น ชอบอะไรที่ผาดโผน ตีลังกา แต่ตอนโตมาก็ไม่แล้วครับ แบบหลาบจำชอบ ( หัวเราะ ) แล้วก็จะตามตากับยายมานา แม่ผมก็ทำงานที่กรุงเทพฯ ผมก็มาเล่นกับเพื่อนสนิทคนนึงชื่อ มุกมิก จะเล่นด้วยกันบ่อย แล้วก็บ้านเขาจะมีรถแต๊กๆ แต่บ้านผมไม่มี แล้วความที่ผมอยากขับแต๊กๆเป็น ก็จะไปหมุนเล่น เพื่อนผมก็หมุนให้ดู ผมก็ดึงสายสะพาย แล้วมือผมมันก็เข้าไปในสายสะพาย ก็ดีดมือผม มือผมมันก็เหมือนแซนวิซที่โดนทับ แล้วก็โดนด่าโดนบ่น แต่ว่าก็ไปหาหมอ ก็ไม่เป็นไร แต่ก่อนหน้านั้นผมขับรถมอไซต์ล้มด้วยนะ แต่ผมว่ามันซวยซ้ำซวยซากแต่ผมก็ไม่เป็นไร ซึ่งตอนไปอยู่กรุงเทพฯนานๆ ก็คิดถึงบ้านครับ คิดถึงเด็กๆ คิดถึงตายาย คิดถึงแม่ คิดถึงธรรมชาติที่มันเป็นธรรมชาติจริงๆ มันไม่มีฝุ่น PM 2.5 มีแต่กลิ่นโคลนหอมมากๆ เด็กๆและตอนนี้กิจกรรมนอกจากดูนาแล้ว บางวันก็ตามตาไปใส่มอง ( ตาข่ายจับปลา ) ก็ไปกับตาขี่เรือไป ( พายเรือ ) เลิกเรียนช้าก็ไม่ได้ไป แล้วก็เก็บสายบัวมาตำกิน มาต้มใส่กับปลาที่ตาผมหาได้ แล้วก็ตำกินกับส้มตำก็ได้อร่อยครับ"
“ผมก็ชอบทำกับข้าว ไม่ทำพวกเมนูปลา ก็ทำพวกสัตว์ปีก ก็คือไก่ ต้มไก่บ้าน บ้านเราเลย อีสานบ้านเราก็ต้มกิน ถ้าเป็นอาหารไทยจะเป็นแม่กับยาย ถ้าเป็นอาหารแบบบ้านๆก็เป็นผมกับตาที่เป็นคนทำ จริงๆแล้วก็ทำมาตั้งแต่ม.1แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ”
เมื่อได้ฟัง “โจอี้” พูดถึงคุณตา ทำให้เราเห็นว่าสองคนนี้มีความผูกพันกันอย่างมาก จากภาพที่เห็นทั้งคู่ไปหาปลา เก็บสายบัว และการใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ครอบครัว “ขำจิตร์” เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่แสนอบอุ่นที่ไม่ใช่จากเงินทองและความสุขสบาย แต่เป็นเพราะด้วยความรัก “คุณตาพูล” เล่าให้เราฟังว่า ช่วงที่ “โจอี้” ประกวดคุณตาจะเป็นคนขับรถพาครอบครัวมาเชียร์ขอบเวที และยังเล่าว่าเด็กๆที่หลานชายคนนี้ร้องเพลงก็จะแอบไปเชียร์ และยังแซวหลานรักด้วยอารมณ์ขันว่า
“โจอี้ เป็นเด็กขี้อาย แต่พออยู่บนเวทีก็เป็นอีกคนนึงเลย การมาประกวดเดอะวอยซ์ ทำให้ตาและคนในบ้านภูมิใจในตัวหลานชายคนนี้มากๆ แม้เด็กๆจะมีความแสบก็ตาม”
“ผมว่าผมชอบตั้งแต่เด็กเลยนะ ตอนตั้งแต่พ่อผมยังไม่เสียนะ พ่อผมจะเปิดเพลงพี่ ปู - พงสิทธิ์ คัมภีร์ แล้วก็ ลูกแพร ไหมไทย ผมก็ซึมซับๆตั้งแต่ตอนนั้น จนถึงตอนนี้ผมก็ยังชอบ แล้วเราก็รักดนตรีมาตั้งแต่เด็กเลย ถ้าถามว่าผมรู้ตัวว่าตัวเองเสียงดีเมื่อไหร่ ก็น่าจะตอนเรียนมหาลัยปี 1 ทีแรกผมไปเรียนมหาลัยโดยที่ไม่ได้ร้องเพลงเข้าร้าน ผมก็เล่นกีต้าร์ไปเรื่อยๆ คือเราก็ไม่รู้ตัวเอง พอเริ่มมีคนมาชม เห้ย!! โจอี้ ร้องเพลงเพราะจังเลย ก็เริ่มร้องเริ่มมีโอกาสเข้าร้านไปร้องเพลง ก็ฟังดู เอ้ย....เสียงเราก็เพราะนี่ ชมตัวเองในใจ แต่ผมชมออกกล้องแล้วก็ไม่เป็นไร ( หัวเราะ ) แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยมั่นใจ ผมขี้อายมาก
ผมยังไม่รู้ตัวว่าผมเสียงดีประมาณไหน แต่ว่าพอไปประกวดรายการ The voice 2018 ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองว่า โอ้...เราก็เสียงดีเหมือนกันนี่ แข่ง The voice อย่างนี้ ก็ภูมิใจในตัวเองนิดนึง ไม่ใช่นิดนึง ก็มากขึ้นแหละ ( ยิ้ม )
ผมชอบร้องเพลงและอยากเป็นศิลปินอยากถ่ายทอดผลงานให้คนอื่นดู ก็เลยตัดสินใจเลือกสมัครเข้าไปในรายการ The Voice จริงๆผมก็แอบสมัครด้วย ยังไม่บอกแม่ด้วยว่าสมัคร ก่อนที่รอบจะอัดวิดีโอรอบที่จะร้องสดถึงบอก และก็ตั้งใจด้วยตัวเองด้วยและมีเพื่อนบางคนที่บอกว่า เอ้ย...ทำไมไม่ไปประกวดรายการ เดอะวอยซ์ เสียงดีๆแบบนี้ ซึ่งเวทีนี้เป็นเวทีแรกที่ผมประกวด เอาจริงๆนะก็คาดหวังแค่รอบบลายด์ออดิชั่น ก็พอแล้วครับ แต่เราเข้าไปรอบลึกๆมันเกินที่เราคาดหวังแล้วก็รู้สึกดีครับ ผมเป็นคนขี้อาย แต่อยู่กับเพื่อนก็จะเป็นขี้อายแบบตลกปกติ แต่พอขึ้นเวทีแล้วผมรู้สึกว่ามันคือหน้าที่ของเรา เราก็ถ่ายทอดอารมณ์เพลงของเราถ่ายทอดความเป็นตัวเราออกไปเลยไม่ขี้อาย ขี้อายไม่เกี่ยวกับบนเวทีเลยครับ เหมือนพอขึ้นไปบนเวทีแล้วเหมือนแบบหลังชนฝา แล้วเราต้องทำเพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราชอบ เราโกหกมันไม่ได้ เราหักหลังมันไม่ได้ เพราะว่าเราชอบจริงๆพอขึ้นบนเวทีแล้ว เราก็ต้องทำมันเต็มที่ครับ
อย่างเพลงคือฟังได้ 2 อย่าง หมายถึงว่าตอนเด็กๆก็ชอบหมอลำ พอเราอายุเยอะแล้วก็ชอบร็อก ก่อนหน้าจะมีประกวดผมก็ร้องเพลงกลางคืน ร้องเพลงโฟล์คซอง ก็เล่นในผับ ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วยหาเงินไปด้วย ช่วงที่ผมเรียนพี่สาวก็เรียนพยาบาลด้วย เราก็ได้ช่วยไปอีกแรงหนึ่ง ก็รู้สึกภูมิใจที่อาชีพร้องเพลง อาชีพนักดนตรี อาชีพศิลปินกลางคืนอย่างน้อยก็ช่วยให้เรามีกินมีใช้”
The Voice 2018 เวทีที่สร้างมิตรภาพดีๆให้หนุ่มบ้านทุ่งคนนี้
“มิตรภาพเบื้องหลังดีมาก ผมได้พลังงานจากเพื่อนฝูงแล้วก็พี่ๆ ทีมงานแล้วก็พี่ๆ มิวสิคไดเรคเตอร์ ก็จะซัพพอร์ตเราตลอด ก่อนขึ้นเวทีพี่ๆทีมงานตากล้องทุกคนช่วยให้กำลังใจเดอะวอยซ์เป็นรายการที่มิตรภาพดีมาก ผมไม่ลืมแน่นอน ถึงรายการเดอะวอยซ์จะจบลงไป แต่ว่าสัมพันธไมตรีของพวกเรายังไม่จบ ยังอยู่เหมือนเดิมและจะคงอยู่ตลอดไป เราให้กำลังใจกันและกัน เติมเต็มกันและกัน ดูแลสนับสนุนแนะนำอะไรที่ผมยังไม่รู้ทุกอย่าง ผมก็ขอบคุณมากจริงๆครับ
พี่ป๊อบ ( โค้ชป๊อบ ปองกูล ) ก็เป็นคนที่เขาเรียกว่าซัพพอร์ตตลอดแล้วก็ดูแล แนะนำ แล้วก็ช่วยเหมือนแบบเติมพลังให้กันตลอด ขอบคุณนะครับ
สำหรับแฟนคลับ ตกใจแล้วก็แปลกใจด้วยครับ ผมไม่เคยมีแฟนคลับ ไม่คิดว่าจะมีคนชอบเราขนาดนี้ พอชอบแล้วทำให้เรามีกำลังใจ ทำผลงานเรื่อยๆ บนเวทีก็รู้สึกอบอุ่น แล้วก็รู้สึกดีพี่ๆก็ให้กำลังใจ เติมเต็มอะไรบางอย่าง รู้สึกดีครับ”
“ผมคาดหวังอยากทำเพลงเพื่อมีซิงเกิ้ลเป็นของตัวเอง ขอแค่ได้ทำมันสักครั้ง ถ้ามีคนรู้จักและฟังเยอะๆมันจะดีมากเลยครับ ผมคงจะปรับตัวเรื่องการพูดและการเป็นตัวผมครับ บางทีคนอาจจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ผมต้องขอโทษด้วย ที่บางทีคนอาจไม่คาดคิดว่าผมเป็นคนแบบนี้ เมื่อเวลาผ่านไปผมคิดว่ามนุษย์เราก็จะมีการอัพเกรดสิ่งใหม่ๆ ในหัวของตัวเองตลอดเวลา ผมต้องคิดเยอะแล้วพูดออกมายังทำไม่ได้ครับมักจะลืมในส่วนนั้น
ความเป็นคนลูกทุ่งบ้านนา ผมรักษามันครับ คือผมไปไหน ไปกรุงเทพฯ ผมก็พูดแต่ภาษาอีสาน พูดภาษากลางไม่ค่อยคล่อง ผมกลัวตอนเด็กผมเรียนภาษาไทยครูก็กำชับว่าพูดให้มันมีคำควบกล้ำ หรือเราต้องพูดไปเลยได้ไหม แต่ว่าผมก็ชอบพูดภาษาอีสาน แต่ก็ปนๆกันไปให้พี่น้องเข้าใจ
ผมอยากทำงานเก็บเงินเยอะๆ สิ่งแรกที่ผมอยากทำถ้ามีเงินคือ “บ้าน” อยากแต่งเติม เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดถ้าเราไม่มีบ้าน บ้านเราที่โทรมๆก็จะอยู่อย่างไม่มีความสุข เราต้องมีบ้านที่ดี ผมอยากเป็นเสาหลักของบ้าน ที่ดูแลครอบครัวได้ แต่ต้องอยู่ที่ตัวเราด้วยว่าเรามุ่งมั่นแค่ไหนเราขยันแค่ไหน คิดว่าถ้าผมได้มีโอกาสก็จะทำเต็มที่”
“โจอี้ จักรกฤษ” โชว์เพลง “Lady” ปรี๊ดถึงใจ
“เดอะ วอยซ์ 2018” รอบตัดเชือก เปิดเวทีเดือด!
“คิดฮอด” เวอร์ชั่น “เอิร์ธ vs.โจอี้ The Voice 2018” แรงจัดชัดเจน อันดับ 1 Youtube
ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> มากกว่าฝันคือ ‘ลบคำสบประมาท’ ความในใจ “เล็ก The Voice”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> ตามติดชีวิต“คู่หูห่อหมกฮวก” ผู้สร้างสีสันจนสะท้านเวที “The Voice 2018”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> คุยกับคนหัวใจโขน...หลังถอดหัวโขน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง >> ถ้าไม่เป็นมะเร็งวันนั้น "ผู้หญิงคนนี้" อาจไม่ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองในวันนี้