จอย ชื่นจิต เจริญพงศ์ชัย ขับร้องเพลงที่โบสถ์มาตั้งแต่วัยประถมศึกษา จนปัจจุบันก็ยังคงเป็นนักขับร้องประจำทุกวันอาทิตย์ ที่วัดแม่พระองค์อุปถัมภ์ กรุงเทพกรีฑา รวมถึงเป็นนักดนตรีและคอนดักเตอร์ จนกระทั่งถูกเชิญชวนให้ไปร่วมขัยร้องเพลงในพิธีอันเป็นประวัติศาสตร์ของการเสด็จฯ เยือนประเทศไทย ซึ่งมีผู้ร่วมขับร้องประมาณพันกว่าคนและเธอคือ “หนึ่งในพัน”
“ก็พยายามซ้อมเยอะๆ ด้วยความที่เป็นสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เสด็จฯ มาประเทศไทย เราไม่รู้ว่านี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตหรือเปล่า ตอนมาครั้งที่แล้ว 35 ปีที่แล้ว คือก่อนที่เราจะเกิด ปี 2527”
โฉมรถโป๊ปโมบิลของโป๊ปฟรังซิสในการเสด็จเยือนไทย
สำหรับความพิเศษในปีนี้ เธอบอกว่า ผู้ขับร้องกว่าพันคนไม่ใช่แค่นักร้องตามโบสถ์ แต่ยังมีคนทั่วไปที่สมัครเข้ามาซึ่งไม่จำกัดแค่คริสต์ศาสนิกชน แต่บางคนอาจจะกำลังเรียนอยู่โรงเรียนคริสต์ อยู่ในวงประสานเสียง ก็สามารถไปร่วมขับร้องได้ ซึ่งล่าสุด ขณะนี้มีความพร้อมแล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการซ้อมที่ผ่านมาจะมีคอนดักเตอร์ระดับอาจารย์มาสอน จากนั้นจะแยกซ้อมย่อยเป็นกลุ่มแล้วแต่เพลงว่าจะประสาน 4 เสียง 6 เสียง ทั้ง ผู้หญิง ผู้ชาย
โดยในปีนี้นอกจากบทเพลงที่คริสต์ศาสนิกชนนิกายคาทอลิกขับร้องประจำ ยังได้แต่งบทเพลงพิเศษขึ้นมาใหม่อย่างน้อย 2 บทเพลง ซึ่งมีเนื้อหาคำร้องเกี่ยวกับสมเด็จพระสันตะปาปา เกี่ยวกับพระแม่มารี เพื่อสื่อให้เห็นว่าทุกคนรวมจิตใจกันเพื่อร่วมรับเสด็จฯ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส
“รู้สึกตื่นเต้น คือดีใจไม่คิดว่าท่านจะมาเมืองไทยในเวลาแบบนี้ที่มีส่วนร่วมได้ ยิ่งตื้นเต้นเป็นพิเศษ ปกติเราร้องเพลงที่โบสถ์ เล่นดนตรีให้อยู่แล้ว แล้วงานนี้มีส่วนร่วมเป็นหนึ่งในพันที่จะอยู่บนสแตนในสนามศุภชลาศัย และอยู่ใกล้ชิด ใกล้ชิดมากๆ กับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง”
เปิดใจ !! “ซิสเตอร์อานา โรซา ซิโวรี” ญาติ “โป๊ปฟรังซิส” คนเดียวในไทย
“ ทำอะไรเราต้องคิดถึงคนรอบข้าง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นอบน้อมถ่อมตน”
หลักคำสอนที่ จอย ชื่นจิต ยึดมั่น เป็นภาพที่เธอเห็นจากสมเด็จพระสันตะปาปา ไม่เพียงองค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เท่านั้น แต่องค์ก่อนก็เช่นกัน ซึ่งถือเป็นไปตามหลักคำสอนหลักของพระเยซู
การเสด็จฯ เยือนประเทศไทยครั้งนี้ จอย ชื่นจิต มองว่า ไม่ใช่แค่เรื่องทางศาสนาแต่ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่
ดังนั้น นอกจากชาวคริสต์แล้วในฐานะประชาชนคนไทย พระองค์เป็นเหมือนประมุขนครรัฐวาติกัน เป็นเหมือนแขกบ้าน แขกเมืองคนสำคัญ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะได้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญแบบนี้