นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังข่าวจากสื่อในช่วงปี 2560-2562 เกิดเหตุ 22 ครั้ง เสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บ 13 คน ส่วนในปี 2563 ตั้งแต่เดือน ม.ค.- พ.ย. เกิดเหตุ 8 ครั้ง เสียชีวิต 6 คน และบาดเจ็บ 2 คน ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20-39 ปี
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ 3 อันดับที่เกิดเหตุพลัดตกมากที่สุด คือ หน้าผาจุดชมวิว หน้าผาน้ำตก และ สันเขา ลานกางเต็นท์ ส่วนใหญ่เกิดจากการลื่นไถล ก้าวพลาด สะดุดก้อนหิน ทำให้ตกหน้าผาเสียชีวิต และพบพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยคือ เข้าไปถ่ายรูปหรือเซลฟี่ริมหน้าผา เสียชีวิตมากถึงร้อยละ 80
จึงขอแนะนำให้ประชาชน ไม่ควรเข้าพื้นที่จุดเสี่ยงอันตราย สังเกตป้ายเตือน และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงถ่ายรูปหรือชมทิวทัศน์บริเวณริมหน้าผา จุดชมวิวที่ไม่มีไม้กั้น ชะง่อนหิน ไหล่เขาที่มีทางเดินแคบ และ ไม่ควรท่องเที่ยวเพียงลำพัง ควรมีคนนำทางหรือเจ้าหน้าที่ไปด้วยเพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ ใครที่ไปตั้งแคมป์ และนอนกางเต็นท์กลางป่า มีโอกาสถูกยุงกัดเสี่ยงต่อการป่วยเป็นไข้มาลาเรีย หากใครที่ไปเที่ยวกลับมา แล้วถูกยุงก้นปล่องที่มีเชื้อมาลาเรียกัดประมาณ 7-14 วันจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่นสลับร้อน เหงื่อออก รู้สึกสบายแล้วกลับมาเป็นไข้ใหม่อีกครั้ง ให้ไปพบแพทย์เจาะเลือดตรวจหาเชื้อ พร้อมกับแจ้งประวัติ เพราะหากช้าจนมีอาการแทรกซ้อนร้ายแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้
รวมถึงยังมีตัวไรอ่อน ชอบกัดบริเวณขาหนีบ เอว ลำตัวแถวใต้ราวนม รักแร้ จะปล่อยเชื้อริกเก็ตเซีย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไทฟัส หรือ ทำให้ผู้ที่ถูกกัดมีไข้สูง ตัวร้อนจัด หนาวสั่น ปวดศีรษะบริเวณขมับ และหน้าผากอย่างรุนแรง บางรายจะมีแผลคล้ายถูกบุหรี่จี้มีสีแดงคล้ำเป็นรอยบุ๋มแต่ไม่คัน บางคนมีอาการแทรกซ้อนอย่างรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เช่นกัน
ดังนั้น การไปเที่ยวป่ากางเต็นท์นอนควรเลือกที่ตั้งค่ายพักบริเวณที่โล่งเตียน หลีกเลี่ยงการนั่ง และนอนบนพื้นหญ้า แต่งกายให้มิดชิด