การสาธิตยุทธวิถีการยิงแก๊สน้ำตา ของตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ที่นัดหมายสื่อมวลชนไปที่ สนามบุณยะจินดา พ.ต.ท.ศรายุทธ อรุณฉาย รองผู้กำกับการควบคุมฝูงชน 1 อธิบายว่า การยิงแก๊สน้ำตา ตำรวจจะยิง 3 ระยะ คือ ระยะไกลสุด 150 เมตร ระยะกลาง 100 เมตร และ ระยะ ใกล้ 50 เมตร ซึ่งการสาธิตวันนี้ เป็นการยิงในระยะ 100 เมตร ใช้แก๊สน้ำตา น้ำหนัก 151 กรัม เมื่อยิงออกไปแก๊สน้ำตาจะเกิดการเผาไหม้ ส่วนปลอกกระสุนจะไม่หลุดออกจากปืน ตำรวจย้ำตลอดการสาธิต ว่า การยิงแก๊สน้ำตาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
ส่วนวิถีการยิงแก๊สน้ำตาแต่ละครั้ง ตำรวจยืนยันว่าจะไม่ยิงใส่ตัวบุคคลโดยตรง แต่จะใช้การยิงใส่พื้นที่โล่ง เพื่อให้ลมพัดควันไปหาผู้ชุมนุม เนื่องจาก ตำรวจไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชน แต่ดำเนินการเพื่อสลายการชุมนุนมเท่านั้น
แต่ก็ยอมรับว่าหากในจุดที่ยิงแก๊สน้ำตา มีกระแสลมแรง ลมอาจพัด แก๊สน้ำตาไปโดนผู้ชุมนุมได้ ซึ่งเรื่องนี้ รองผู้กำกับการควบคุมฝูงชน 1 บอกว่า เป็นเรื่องเหนือการควบคุม นอกจากนี้ยังย้ำว่า ปืนยิงแก๊สน้ำตามีขนาด 38 มิลลิเมตร ไม่สามารถยิงระเบิด M79 หรือ กระสุนอันตรายชนิดอื่นได้
สาเหตที่ต้องสลายการชุมนุม พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า เพราะ ผู้ชุมนุมก่อความวุ่นวาย ตำรวจประเมินว่า หากไม่ระงับเหตุสถานการณ์อาจบานปลาย เพราะ ผู้ชุมนุม มีพฤติกรรมวนกลับมาเผชิญหน้า และ ปะทะ กับตำรวจเป็นระยะๆ
ส่วนความคืบหน้ากรณี เด็กอายุ 14 เเละ 15 ปี ถูกยิง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล บอกว่า ตำรวจอยู่ระหว่างสอบหาข้อมูล พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่จากข้อมูลที่ตำรวจได้รับเพิ่ม พบว่า ผู้บาดเจ็บอายุ 14 ปี ระบุชัดว่า อาจมีบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ถือปืนมาก่อเหตุ
ส่วนความคืบหน้าอาการของเด็ก อายุ 14 ปี ย้ำว่า คนยิงไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็น กลุ่มวัยรุ่นที่ยืนอยู่ข้าง สน.ดินแดง ผู้ปกครองของเด็กคนนี้บอกว่า ลูกชายของเขาไม่ได้ไปร่วมชุมนุม แต่ไปเล่นกับเพื่อนและกำลังจะกลับบ้านโดยขี่รถจักรยานยนต์กันมา 2 คน และเลี้ยวหนีการชุมนุม มาที่เกิดเหตุก่อนถูกยิง และเพื่อนที่มาด้วยกันก็คงหนีตอนที่มีการยิงกัน
ส่วนอาการของเด็กอายุ 15 ปี ที่ถูกยิงคอและกระสุนฝังในก้านสมอง อาการโคม่าอยู่ ช่วงสายวันนี้ เจ้าหน้าที่รพ.ราชวิถี แจ้งผ่านญาติว่า อาการยังทรงตัว ร่างกายตอบสนองยาที่ใช้รักษา แต่ตอนนี้ยังผ่าตัดเอากระสุนออกมาไม่ได้ เพราะ กระสุนฝังอยู่ในจุดสำคัญต้องรอรักษาให้อาการดีขึ้นก่อน ตอนนี้ทีมแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด และประเมินอาการวันต่อวัน
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวทางการเมือง วันนี้ คือ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ศปปส. นำโดย นายจักรพงษ์ กลิ่นแก้ว และนายเบญภกรณ์ วิคะบำเพิง ลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน รวมตัวกันไป ทาสี และปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังกลุ่มทะลุฟ้าจัดกิจกรรมปาสีใส่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน ยืนยันว่า ไม่ต้องการยุ่งกับเรื่องการเมือง แต่หากมีการกระทำที่หมิ่นสถาบันจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด
นอกจากนี้ นายจักรพงษ์ ยังตั้งคำถามถึง ส.ส.พรรคก้าวไกล ที่ไปติดตามเหตุการณ์ผู้ชุมนุมถูกยิง ว่า ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเคอร์ฟิวส์ และอยู่ในมาตรการควบคุมโรคสูงสุด ส.ส.กลุ่มดังกล่าวอาศัยอำนาจอะไรฝ่าฝืนกฎหมาย หรือได้รับมอบหมายจากหน่วยงานใดในการเข้าไปพื้นที่