ผู้ใช้ทวิตเตอร์กระหน่ำติดแฮชแท็กแชร์ข้อมูลเบาะแสของน้อง “แป้ง” เด็กวัย 17 ปี ที่เปิดพรีออเดอร์อัลบั้มศิลปินเกาหลีในทวิตเตอร์ หลังมีการตั้งห้องพูดคุยในแอปพลิเคชั่นคลับเฮาส์ แฉพฤติกรรมของเธอที่เปิดขายอัลบั้มศิลปิน เพื่อสะสมยอดนำไปแลกสิทธิ์คอลไซน์ คือการได้วีดีโอคอลพูดคุยคุยกับศิลปิน จนมีคนหลงเชื่อจำนวนมาก แต่หลังจากโอนเงินไปแล้วไม่ได้คืน พร้อมทั้งยังติดต่อไม่ได้ทำให้บางคนถึงขั้นแปะป้ายประกาศตามหาคนหาย
ขณะที่หลายคนออกมาแฉพร้อมขุดคุ้ยพฤติกรรม บอกว่าก่อนหน้านี้เธอเคยโกงเงินที่โรงเรียนเก่าใน จ.ร้อยเอ็ด เกือบ 1 ล้านบาท ถูกพ่อแม่ตัดขาด แต่มีป้าเป็นทนายคนใหญ่คนโต
ทีมข่าวพูดคุยกับ น.ส.อภิษฎา เคนประคอง หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนเองสั่งอัลบั้มของศิลปินเกาหลีวงหนึ่งกับน้องแป้ง ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม โดยซื้ออัลบั้มของวง NCT Dream ในราคา 350 บาท จำนวน 3 อัลบั้ม รวมเป็นเงิน 1,050 บาท สั่งซื้อผ่านทวิตเตอร์ โดยสาเหตุที่เลือกซื้อร้านนี้ เพราะมีการขายอัลบั้มในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งจะมีราคาปกติอยู่ที่ 550-600 บาท เนื่องจากลักษณะการขายจะเป็นการที่ผู้ขายออกเงินค่าอัลบั้มให้บางส่วน เพื่อเก็บยอดขายไปแลกกับการได้วีดีโอคอลกับศิลปิน โดยผู้ขายยืนยันว่า จะได้รับของช่วงปลายเดือนมิถุนายน
น.ส.อภิษฎา เล่าต่อว่า เมื่อถึงเวลา กลับไม่ได้รับของตามที่ตกลง กลุ่มผู้เสียหายที่จึงตั้งกลุ่มไลน์รวมตัวกันตามเรื่อง โดยในกลุ่มมี น.ส.แป้ง อยู่ด้วย ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่ได้โกง แต่การขนส่งอัลบั้มมาช้ากว่าปกติ กลุ่มผู้เสียหายจึงร่างสัญญาให้ น.ส.แป้ง เซ็นยืนยัน หากหนีหายให้แจ้งความดำเนินคดีได้
ส่วนตนเองและเพื่อนอีก 2 คนก็เข้าไปช่วยเป็นคนกลางประสานงานระหว่างผู้เสียหายและ น.ส.แป้ง เพราะตอนแรกเข้าใจว่าไม่ได้ตั้งใจโกง แต่การจัดการไม่เป็นระบบ จึงเกิดปัญหา แต่เมื่อเข้ามาช่วยระยะหนึ่ง พบว่า น.ส.แป้ง พูดกลับไปกลับมา เช่น การสั่งอัลบั้มล็อตสุดท้าย ตอนแรกบอกว่าสั่งไป 2,000 อัลบั้ม ครบตามจำนวนจอง แต่พอถามซ้ำอีก จำนวนก็ลดลงเรื่อย ๆ จนครั้งสุดท้ายบอกว่ากดสั่งจริงเพียง 1,000 อัลบั้ม
สุดท้ายช่วงต้นเดือนกรกฎาคม น.ส.แป้งส่งหลักฐานการกดอัลบั้มมา พบว่ามีการกดสั่งจริงเพียง 200 อัลบั้ม โดยผู้เสียหายที่มีกว่า 500 คน เสียหายรวม 3-4 แสนบาท บางคนยืนยันจะรออัลบั้มล็อตสุดท้าย ซึ่งจะได้รับแน่ ๆ เพราะมีการกดดันให้ส่งมายังที่อยู่คนในกลุ่มผู้เสียหายโดยตรง ขณะที่บางคนขอเงินคืน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้คืนหรือไม่
น.ส.อภิษฎา เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่มผู้เสียหายติดตามเรื่อง ประมาณวันที่ 5-6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา น.ส.แป้ง ได้เปิดห้องสเปซ พูดคุยผ่านเสียงในทวิตเตอร์ ระหว่างการพูดคุยมีผู้เสียหายรายหนึ่งกดดันให้ น.ส.แป้ง โทรศัพท์หาพ่อ เพื่อยืนยันจะชดใช้เงินให้ผู้เสียหายทั้งหมด
ซึ่งพ่อของ น.ส.แป้ง ยืนยัน จะให้เงินเพื่อนำไปชดใช้ให้ผู้เสียหาย ซึ่งขีดเส้นตายวันที่ 11 กรกฎาคม โดย น.ส.แป้ง ตั้งเงื่อนไขว่า ห้ามผู้เสียหายโทรศัพท์ไปหาพ่อ ปรากฎว่าเมื่อถึงช่วงดึกวันดังกล่าว ไม่มีใครได้รับเงิน จึงมีคนโทรศัพท์ไปหาพ่อ น.ส.แป้ง ทำให้พ่อโมโหบอกว่าจะไม่ให้เงินแล้ว
จากนั้นตนเองก็ติดต่อ น.ส.แป้ง ไม่ได้อีก พอโทรศัพท์ไปหาพ่อและแม่ของ น.ส.แป้ง ต่างคนต่างปัดให้ไปคุยกับอีกคนหนึ่ง จนตอนนี้ไม่รู้ว่าต้องไปคุยกับใคร ผู้เสียหายบางส่วนจึงไปแจ้งความกับตำรวจไว้แล้ว ส่วนตัว น.ส.แป้ง เอง โพสต์ในสตอรี่อินสตาแกรมที่ตั้งเป็นส่วนตัวว่า มีการเปลี่ยนชื่อและเตรียมไปเรียนต่อที่ประเทศเกาหลีในอีก 2 เดือน แต่เมื่อมีกลุ่มแฟนคลับที่อาศัยในเกาหลีโทรศัพท์ไปสอบถามทาง รร. ได้รับคำตอบว่า ไม่มีนักเรียนชื่อนี้และยังไม่เปิดรับสมัคร
ทีมข่าวตรวจสอบทวิตเตอร์ร้านของ น.ส.แป้ง พบว่าในวันที่ 5 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีการแนบหลักฐานการสั่งซื้ออัลบั้มส่วนหนึ่ง และในวันที่ 6 กรกฎาคม มีการโพสต์ระบุว่า จะตั้งเป็น LINEกลุ่มเชิญผู้เสียหายไม่เกิน 600 คน เพื่อชี้แจงประเด็นต่างๆ ทีมข่าวส่งข้อความไปยังทวิตเตอร์นี้เพื่อขอคำชี้แจงเช่นกัน แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
นอกจากนี้ทีมข่าวได้โทรศัพท์ไปยังเบอร์โทรของ น.ส.แป้ง ไปหลายสาย แต่ลักษณะเหมือนสายไม่ว่าง ทีมข่าวจึงโทรศัพท์หาแม่ของ น.ส.แป้ง ไม่รับสาย ส่วนพ่อของ น.ส.แป้ง รับสายด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่เมื่อแนะนำตัวว่าเป็นผู้สื่อข่าว ก็พูดด้วยความเร่งรีบว่าไม่สะดวกคุยเพราะติดประชุมก่อนตัดสายไป
ทีมข่าวจึงโทรศัพท์สอบถามป้าของน.ส.แป้ง ซึ่งเป็นทนายความและเป็นสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง ระบุว่าไม่รู้เห็นในกรณีดังกล่าวเพราะอยู่คนละครอบครัว และเตรียมจะเอาเรื่องผู้ที่นำชื่อตนเองไปเกี่ยวข้องให้เกิดความเสียหายด้วย
ทีมข่าวเดินทางตรวจสอบสำนักงานบัญชีและกฎหมายแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการเผยแพร่ภาพในทวิตเตอร์ เชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับ น.ส.แป้ง แต่เมื่อไปถึงพบว่าไม่มีคนอยู่และไม่มีรถจอด จึงโทรศัพท์หาทนายความตามเบอร์ที่แปะหน้าสำนักงาน ยืนยันว่า ไม่รู้จัก น.ส.แป้ง โดยที่อยู่ดังกล่าวเป็นของเพื่อนที่ทำสำนักงานบัญชี ส่วนตนเองดูแลเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งจะไปถามเพื่อนอีกครั้งว่าเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวหรือไม่ ทีมข่าวโทรศัพท์ไปยังอีกเบอร์ที่ระบุว่ารับปรึกษาด้านบัญชีเช่นกัน แต่ไม่มีคนรับสาย