กลายเป็นประเด็นร้อนหลังเพจของร้าน Wisdom International Buffet ได้โพสต์เรื่องนี้ พร้อมภาพข้อความสนทนาทางอินบ็อก มีเนื้อหาว่า "เป็นแอดมินหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีฐานสมาชิกเป็นผู้ชื่นชอบการทานบุฟเฟต์ระดับต้นๆในประเทศไทย
แจ้งว่าได้รับคูปองทานอาหารจากร้าน 2 ใบ แต่จะพาสมาชิกมาทาน 4 คน แต่ข้อความสนทนามีบางช่วงที่แอดมินเพจบุฟเฟต์แสดงความไม่พอใจขู่จะขอแบนร้านดังกล่าว ที่ไม่ยอมให้ทีมงานอีก2คนทานฟรีแลกกับการรีวิวร้านให้
หนึ่งในข้อความที่ส่งมาระบุว่า "ถ้าให้จ่าย ผมก็ไม่รีวิวให้นะครับ เพราะมาทานเสียเงินกับคูปองที่มี เช็คดูแล้ว คุยกับเพื่อนกับร้าน ทางแอดมินคงไม่เข้าใจกับคำว่ารีวิว รีวิวคือการมาทานแล้วคนทานไม่เสียเงินครับ เราไปทำโฆษณาให้ อีกทั้งบางทีทางร้านต้องเสียเงินให้คนีวิวอีก ไม่ประทับใจทั้งร้านและแอดมินครับ "
เรื่องนี้ก็มีคนเข้ามาแสดงความเห็นกว่า 9 พัน 4 ร้อย ข้อความ และแชร์ออกไปกว่า 1 หมื่น 2 พันครั้ง
ส่วนใหญ่เข้ามาให้กำลังใจทางร้านและตำหนิพฤติกรรมแอดมินเพจบุฟเฟต์ดังกล่าว
บางส่วนมองว่า ข้อความดังกล่าวมีลักษณะข่มขู่ และการรีวิวนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทานฟรีเสมอไป และหากจะรีวิวก็ควรเกิดจากความต้องการของทางร้านด้วย ซึ่งหากเป็นการรีวิวแบบเสียเงิน คนรีวิวก็ต้องเสนอผลงานรีวิว หรือเสนอข้อมูลและข้อตกลงกับทางร้านมาก่อน ไม่ใช่การบขู่บังคับเช่นนี้
ทีมข่าวสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้จัดการร้าน Wisdom International Buffet บอกว่า เรื่องเกิดขึ้น เมื่อวานนี้ แอดมินจากกลุ่มคนรักบุฟเฟต์เข้ามาใช้บริการ 4 คน
หนึ่งในกลุ่มแจ้งกับพนักงานของร้านว่า มีคูปองทานอาหารบุฟเฟต์กับทางร้านมูลค่าใบละ 2,000 บาทจำนวน 2 ใบ แต่มาด้วยกัน 4 คน ทำให้ยังขาดคูปองอีก 2 ใบ ซึ่งแอดมินเพจดังกล่าวบอกพนักงานหน้าร้านว่า คูปองที่ขาดไปอีก 2 ใบได้แจ้งกับแอดมินของเพจร้านเรียบร้อยแล้วว่าจะมารีวิวอาหารให้แลกกับคูปองที่ขาดไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม
แต่ทางร้านไม่อนุญาตให้เข้าไปใช้บริการและแจ้งว่าขอให้รอประสานกับแอดมินของร้านก่อน เพราะหน้าร้านไม่ทราบเรื่อง ทำให้ไม่ได้เตรียมสถานที่และอาหารไว้ให้สำหรับกรณีเพจที่มารีวิว
ใช้เวลาเจรจาอยู่พักเนื่องจากแอดมินกลุ่มนี้ไม่ยอมจะขอทานฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ท้ายที่สุดก็ตกลงกันได้ว่าทางร้านจะให้ส่วนลดคูปองอีก 2 ใบที่เหลือด้วยการลดราคาให้จากใบละ 2,000 บาท เหลือใบละ 1,677 บาท/ท่าน จึงยอมจ่ายค่าอาหารและทางร้านก็อนุญาตให้เข้าไปใช้บริการได้
ทางร้านบอกว่า เหตุที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งอาจเป็นความเข้าใจผิดของแอดมินร้านด้วย เพราะว่าเคยให้คูปองทานอาหารไปก่อนหน้านี้แล้ว 4 ใบมูลค่า 8,000 บาท แต่แอดมินเพจบุฟเฟต์นำมาไม่ครบแล้วจะมาขอใหม่
ส่วนแอดมินร้านก็เข้าใจว่าเป็นการใช้คูปองของเดิมที่เคยให้ไปแล้ว 4 ใบ อาจจะเป็นการสื่อสารที่เข้าใจไม่ตรงกัน ซึ่งเคสนี้เป็นเคสแรกที่ทางร้านเคยเจอ จึงอยากฝากบอกเพจรีวิวว่าหากต้องการเข้ามารีวิวทางร้านยินดีอยู่แล้ว แต่ให้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
ทีมข่าวตรวจสอบพบว่าเพจที่ถูกพูดถึง คือเพจกลุ่มคนรักบุฟเฟต์ (Buffet Lovers) มีสมาชิกประมาณ 6 แสน 1 หมื่นคน โดยกลุ่มนี้มีแอดมิน 6 คน ล่าสุดแอดมินชื่อน้ำหวาน ด้ออกมาโพสต์ขอโทษทางเพจร้าน Wisdom และขอชี้แจงว่าทางกลุ่มไม่มีนโยบายแบนร้านหรือชักชวนให้สมาชิกกลุ่มแบนร้านใดๆ พร้อมบอกว่า แอดมินที่ก่อเหตุได้พ้นสภาพการเป็นแอดมินกลุ่มแล้ว
แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่จบหลังผู้คนในโซเชียลตามขุดประวัติแอดมินที่ก่อเหตุพบว่า จนเจ้าตัวต้องปิดเฟซบุ๊กและโซเชียลทุกช่องทาง และยังสืบจนพบว่า แอดมินคนนี้
มีดีกรีเป็นถึงด็อกเตอร์ และเพิ่งเป็นนักวิจัยที่ได้รับทุนของมหาวิทยาลัยไปปฏิบัติงานร่วมกับนักวิจัยในต่างประเทศ ทำให้มีคนเข้าไปตั้งคำถามในเพจของภาควิชาดังกล่าวจำนวนมากว่า พฤติกรรมแอดมินคนดังกล่าวนั้นสมควรได้รับทุนต่อหรือไม่
ล่าสุดรศ.วีรชัย พุทธวงศ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า เบื้องต้นแจ้งให้ฝ่ายบริหารรับทราบเรื่องนี้แล้ว แต่ส่วนตัวอยากให้มองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคค เป็นการขู่กรรโชกเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์เท่านั้น
ส่วนแนวทางตรวจสอบ มหาวิทยาลัยฯ จะต้องตรวจสอบสถานะของ ด็อกเตอร์ คนที่ถูกพูดถึงว่า เป็นอาจารย์ นักวิจัย หรือศิษย์เก่า โดยจะต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งหากการกระทำส่งผลให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียชื่อเสียงก็สามารถขอคืนรางวัลหรือทุนต่างๆ ได้
การใช้อินฟลูเอนเซอร์หรือเพจชื่อดังมารีวิวอาหาร นับว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบธุรกิจเป็นอย่างมากในยุคนี้ โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหาร ส่วนหนึ่งผู้ประกอบการอาจจะมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลเร็ว คล้ายๆกับการบอกแบบปากต่อปาก ไม่ต้องใช้งบโฆษณามาก แค่มารีวิวลงเพจร้านก็กลายเป็นที่รู้จักในระยะเวลาที่รวดเร็ว เรียกว่าวินวินทั้งสองฝ่าย
แต่จากเหตุการณ์คุณณัฐพล ม่วงทำ เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน ในฐานะนักการตลาดมองว่า การทำตลาดในยุคนี้ต้องยอมรับว่ากลุ่มอินฟลูเอนเซอร์หรือเพจดังมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคค่อนข้างสูง
เพจดังต้องคำนึงถึงเส้นแบ่งความเหมาะในการรีวิวด้วย หากมองในแง่ของความคุ้มค่าการใช้เพจดังมารีวิวก็ได้ผลจริงๆในแง่การตลาด บางร้านที่เพจดังๆรีวิวลูกค้าตามมาร้านแตกก็เคยมีมาแล้ว แต่บางร้านก็จะไม่ชอบเพราะอาจจะเสียลูกค้าเก่าถ้าคนมาใช้บริการมากเกินไป กระทบถึงคุณภาพการบริการ
คุณณัฐพล ให้คำแนะนำด้วยว่า ร้านอาหารถ้าเจอแบบนี้อย่าไปกลัวว่าจะเสียชื่อ เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด ท้ายที่สุดถ้าอินฟลูเอนเซอร์หรือเพจดังทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็จะเกิดกระแสตีกลับ ผู้บริโภคก็จะไม่เชื่อถือเอง