จุดเริ่มต้นของข้อถกเถียงนี้เกิดขึ้นจาก องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกกิจกรรมขบวนอัญเชิญพระเกี้ยว เนื่องจากมองว่า เป็นกิจกรรมที่สะท้อนระบอบอำนาจนิยม
ทีมข่าวพูดคุยกับ นายธันยธรณ์ โรจน์มหามงคล ประธานฝ่ายพัฒนาสังคมและบำเพ็ญประโยชน์ องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ อบจ. ยอมรับว่า แนวคิดนี้เป็นนโยบายแรกๆ ที่นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อยากผลักดัน
แต่การออกแถลงการณ์เกิดขึ้น เพราะ หารือกันในกลุ่มประธานสโมสรนิสิตทุกคณะในมหาวิทยาลัย แล้วทุกคนเห็นด้วย ผลการลงมติ ขาดลอยเห็นว่าควรยกเลิก 27 : 0
นายธันยธรณ์ เล่าเพิ่มเติมว่า การพูดคุยกันในที่ประชุม มีการพูดถึงน้ำหนักเสลี่ยงที่ประดิษฐานพระเกี้ยว ว่าหนักถึง 250 กิโลกรัม ปกติใช้นิสิตปัจจุบันในมหาวิทยาลัยกว่า 50 คน ที่ผ่านมามีคนสมัครใจไม่ถึง 10 คน เพราะ ส่วนใหญ่ขอความร่วมมือไปที่ คณะที่มีผู้ชายเรียนอยู่จำนวนมาก เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ และจะมีกลุ่มนิสิตหอพักในที่ต้องเก็บคะแนนพฤติกรรม มาร่วมแบกเสลี่ยงด้วย
ซึ่งจะต้องแบกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสนามกีฬาแห่งชาติ (ศุภัชลาศัย) ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่า อบจ. ชี้นำนิสิตคนอื่นๆให้ต้องการยกเลิกกิจกรรมนี้หรือไม่ นายธันยธรณ์ ยืนยันว่า ไม่ใช่การชี้นำ เพราะ รุ่นน้องทุกคนที่ทำงานฟุตบอลประเพณีเข้าใจเรื่องนี้ดี
แต่ก็มีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ อบจ.ออกมาเคลื่อนไหวเช่นกัน อย่าง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะศิษย์เก่าจุฬา มองว่า อบจ. เป็นผู้ประสานงานเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจ แทนทั้งมหาวิทยาลัยอยากให้นิสิตปัจจุบันนึกถึงศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ และความภาคภูมิใจที่ได้สะสมกันมา และที่สำคัญจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ก่อตั้งโดยรัชกาล 5 และรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนภาคภูมิใจ และอยากให้รำลึกถึงสิ่งเหล่านี้ไว้
ขณะที่ล่าสุด วันนี้ 25 ต.ค. มีประกาศออกมาจากสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เรื่องแนวทางการจัดงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ช่วงหนึ่งของเอกสารย้ำว่า ยังคงสืบสานให้มีการอัญเชิญพระเกี้ยว เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจ และ ความภาคภูมิใจในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย