วันที่ 28 ตุลาคม 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมเปิดประเทศ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้ว่าเตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวดู 2 เรื่องหลักคือ 1.ความสะดวกรวดเร็วในการบริการ 2.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คือปลอดภัยจากโรคโควิด-19 ปลอดภัยจากอุบัติภัย ส่วนเรื่องการดูแลก่อนเปิดประเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ปฏิบัติตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ได้ระดมปราบปรามอาชญากรรมในทุกรูปแบบ เพื่อเตรียมพื้นที่ให้พร้อมที่จะมีแขกชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามา
พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมของท่าอากาศยานต่างๆ มีการซักซ้อม และเตรียมกำลัง ตนได้พูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเมือง สนามบินหลักจะมีที่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต ทั้งนี้อาจจะมีการเปิดหลายประเทศจริง แต่ข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้มเมืองเชื่อว่าจะมีเดินทางเข้ามาประมาณ 11 ประเทศ เพราะบางประเทศเข้ามาได้จริง แต่ถ้ากลับประเทศจะต้องกักตัว จึงมองว่าอาจจะเข้ามาไม่มากนัก อย่างเช่นประเทศจีน ถ้ามาประเทศไทย เมื่อกลับประเทศจะต้องไปกักตัว ก็อาจจะมีที่ไม่ใช่มาเที่ยวเพียงอย่างเดียว อาจจะมีคนที่สนใจมาทำธุรกิจ หรือพักอาศัยในระยะยาวก็อาจจะมีเข้ามา
อย่างไรก็ตามได้จัดเตรียมกำลังพล และมาตรการ ขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การลงจากเครื่องบิน ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งมีหลายหน่วยงานได้มีการพูดคุยประชุมกันอยู่แล้ว ในส่วนที่ตำรวจเกี่ยวข้องก็ได้เตรียมกำลังพลและอุปกรณ์ต่างๆ ไว้พร้อมแล้ว นอกจากนี้ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจพื้นที่ก็จะประสานกับตำรวจตม. เรื่องการดูแลความปลอดภัย ติดตามการเดินทางของนักท่องเที่ยวในพื้นที่ต่างๆ โดยจะประสานข้อมูลกับผู้ที่นำพานักท่องเที่ยวเข้ามา หรือการขายทัวร์ ก็จะทราบข้อมูลล่วงหน้าว่าจะพักกันที่ไหนอย่างไร จึงจัดเตรียมเครื่องมือในการลงทะเบียนผู้พักต่างๆ ได้ทบทวนกันร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว สมาคมโรงแรม ตม. และจังหวัด ก็ได้มีการพูดคุยกันมาตลอด
พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวอีกว่า มาตรการป้องกันอาชญากรที่อาจแฝงจะเข้ามานั้น มีระบบไบโอแมทริกซ์ ซึ่งใครที่ถูกบันทึกมีประวัติกระทำผิด แม้จะเปลี่ยนเอกสาร เปลี่ยนชื่อ ก็สามารถตรวจพบ ทั้งนี้ยืนยันมีระบบป้องกันที่เป็นมาตรฐานโลก
พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวถึงการป้องกันตามแนวชายแดนที่มีแรงงานต่างชาติเข้ามาเยอะ ว่า เราร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง และมีการพัฒนาตามรูปแบบของคนที่พยายามเข้ามา ถ้าเข้าช่องนี้ไม่ได้ ก็จะไปเข้าช่องนู้นช่องนั้น เจ้าหน้าที่ก็ต้องตามไป เรามีการใช้เครื่องมือ ใช้กล้องและเครื่องมือพิเศษช่วยในการทำงาน และมีการปรับยุทธวิธี เราไม่จำเป็นว่าถนนเส้นนี้ต้องตั้งด่านตรงนี้เท่านั้น บางทีเราก็มีการจัดชุดลาดตระเวนเข้าไปตรวจแนวชายแดน แนวช่องทางที่สงสัย หรือมีการติดตั้งอุปกรณ์พิเศษอย่างอื่น เรื่องการสืบสวนคือสิ่งสำคัญ เราพยายามสืบถึงนายทุนเป็นใคร สมมติว่าเราสกัดครั้งนี้ได้ เขายังไม่หยุดและยังมีความพยายามที่จะทำต่อ ก็ต้องดำเนินคดีให้หมด
“ส่วนพวกเอเย่นต์ที่นำเข้ามา ที่มีการออกหมายจับไว้ กำลังดำเนินการไล่จับกุมตัวอยู่ ส่วนระยะหลังๆ จะเห็นว่ามีค่านายหน้า แต่คนที่รับค่านายหน้าเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งไม่ได้เคลื่อนไหวประจำอยู่ในประเทศ มีการข้ามไปข้ามมา ก็ต้องหาให้ได้ว่าปลายทางมีการเชื่อมโยงกันแบบไหนอย่างไร ในประเทศไทยเรามีนายทุนคนไหนที่เกี่ยวข้องบ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐคนไหนก็ต้องดำเนินคดี ตอนนี้ก็มีข้อมูลว่าค่านานหน้านำพาต่างๆก็สูงขึ้น” ผบ.ตร. กล่าว