เอกสารแต่งตั้งและมอบหมายการปฏิบัติหน้าที่ราชการของบุคลากร ในคำสั่งดังกล่าว มีชื่อคุณครูพรพิมล ตำแหน่งครูผู้ช่วย เพียงคนเดียว ที่ถูกแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ถึง 4 ตำแหน่ง คือ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคล หัวหน้ากลุ่มบริหารงานวิชาการ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานงบประมาณ และหัวหน้ากลุ่มบริหารงานทั่วไป
ที่สำคัญตอนท้ายของหนังสือคำสั่ง ยังพบว่าคนที่เซ็นอนุมัติก็เป็น “ครูพรพิมล” คนเดิม ซึ่งอยู่ในตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย
การตรวจสอบทราบว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสระแก้ว โดยครูได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงเหตุผลที่ควบหลายตำแหน่งในโรงเรียนว่า ตอนนี้ทั้งโรงเรียน มีครูเหลือแค่ 2 คน คือ “ครูพรพิมล” กับครูธุรการอีก 1 คน โดยมีครูที่เพิ่งเกษียณมาช่วยกันสอนบ้าง ซึ่งตอนนี้รอทางเขตจัดสรรอัตรากำลังครูมาเพิ่ม
ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนคนเก่า ย้ายกลับภูมิลำเนา เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตอนนี้ก็ยังรอ ผอ. คนใหม่มาบรรจุ ทำให้ต้องควบตำแหน่งรักษาการ ผอ. ไปด้วย แต่ก็อยู่ในการดูแลของผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มเครือข่าย
การตรวจสอบพบว่า ครูพรพิมล เพิ่งจะบรรจุเข้าเป็นข้าราชการครูได้เพียง 1 ปีเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่เรื่องดังกล่าวถูกแชร์ออกไป ก็มีคนเข้ามาให้กำลังใจ ที่ครูคนเดียวต้องรับผิดชอบงานหลายตำแหน่ง.
อีกประเด็นดราม่า กรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน เปิดรับสมัครครูอัตราจ้าง ตำแหน่งครูผู้สอนระดับประถมศึกษา วิชาเอก ทุกสาขาวิชาเอกทางการศึกษา จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 6,500 บาท จนเกิดกระแสถึงความเหมาะสม และเป็นห่วงครูที่เงินเดือนน้อยเกินไป อาจจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา
ล่าสุดผู้สื่อข่าวลงพื้นที่โรงเรียนวัดต้นโชค พบพระทินกร ทินนวโร อายุ 47 ปี รองเจ้าอาวาสวัดต้นโชค ได้พาไปดูการเรียนการสอนของโรงเรียน พร้อมกับชี้แจงว่า โรงเรียนวัดต้นโชคเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีเด็กนักเรียน 58 คน เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งโรงเรียนมีครู 5 คน เป็นข้าราชการ 2 คน ครูอัตราจ้างที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจ้างมา 1 คน ครูอัตราจ้างที่โรงเรียนจ้างเองอีก 2 คน
สำหรับการรับสมัครครูอัตราจ้างเงินเดือน 6,500 บาทนั้น ยอมรับว่าเงินเดือนน้อยกว่าวุฒิการศึกษาจริง แต่ครูอัตราจ้างที่รับมาส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่หรือใกล้เคียง ซึ่งครูเหล่านี้มาสอนเด็กด้วยใจรัก และต้องการสะสมเวลา เพื่อไปสอบเป็นข้าราชการครู
ส่วนเงินที่นำมาจ้างครูอัตราจ้างนั้นเป็นเงินผ้าป่าที่ชาวบ้านและศิษย์เก่าร่วมกันมาถวาย ซึ่งแต่ละปีได้มาจำนวนจำกัด แต่ทางโรงเรียนมีความจำเป็นต้องจ้างครูอัตราจ้างมาช่วยสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียน
พระทินกร บอกว่าโรงเรียนขนาดเล็กเกือบทุกแห่ง มีการจ้างที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่ามีศักยภาพหาเงินมาจ้างได้แค่ไหน หากในอนาคตทางวัดหาเงินได้มากกว่านี้ก็จะช่วยกันพิจารณาเรื่องเงินเดือนของครูอัตราจ้างต่อไป แต่ปัจจุบันจ้างได้เท่านี้จริงๆ
ด้านอาจารย์อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่ากรณีนี้คือปัญหาการจัดการเชิงบริหารงานบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ควรอนุญาตให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เกษียณอายุราชการ ย้ายไปประจำการที่อื่น ก่อนผู้อำนวยการโรงเรียนคนใหม่จะมาแทนที่ เพราะไม่เช่นนั้น ภาระงานของโรงเรียนจะไปกองอยู่กับครูที่เหลืออยู่แค่ไม่กี่คน ทั้งการสอนหนังสือ และการรับผิดชอบงานธุรการ ซึ่งโดยธรรมชาติของคน ไม่สามารถทำหลายบทบาทในเวลาเดียวกันได้ จึงเชื่อว่าภาระที่หนักอึ้ง เป็นสาเหตุที่ทำให้ครูไทยอยากลาออก
อาจารย์อรรถพล บอกว่า ในอดีตครูไทยไม่ได้ทำงานธุรการมากเท่าตอนนี้แต่เพิ่งมาเปลี่ยนแปลงช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เพราะการออกแบบระบบงานใหม่ ที่เพิ่มเรื่องการประกันคุณภาพ ซึ่งต้องมีเอกสารรายงานมากขึ้น ทำให้เวลาที่จะทุ่มเทสำหรับการสอนหนังสือลดลง
หลังจากที่มีการพิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดในโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้แฮชแท็ก #ทำไมครูไทยอยากลาออก พุ่งขึ้นอันดับ 1 เทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทย ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าควรมีเจ้าหน้าที่ส่วนกลางทำงานการเงิน พัสดุ หรืองานธุรการ บางคนมองว่า แม้จะจบครูมา แต่ไม่อยากเป็นครู เพราะช่วงฝึกงานได้เห็นระบบที่ไม่ได้เอื้อให้เด็กได้รับประโยชน์เต็ม