เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เกือบ 20 เครือข่าย เคลื่อนขบวนจากหน้าองค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น ไปยังทำเนียบรัฐบาล นำโดยนางสาวไครียะห์ ระหมันยะ และนายสมบูรณ์ คำแหง ร่วมเดินอยู่ด้านหน้าพร้อมกัน ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงเพื่อเคลื่อนมาให้ใกล้ทำเนียบรัฐบาลมากที่สุด ล่าสุดปักหลักอยู่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ
สำหรับข้อเรียก 3 ข้อหลักที่ให้รัฐบาลนำไปพิจารณา คือ
1. รัฐบาลต้องตรวจสอบการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือศอ.บต.
2. รัฐบาลต้องจัดให้มีการศึกษาในเชิงยุทธ์ศาสตร์หรือ (SEA) แบบมีส่วนร่วมโดยจะต้องออกแบบคณะศึกษาให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
3.ต้องยุติการดำเนินการทุกอย่างในโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะเอาไว้ก่อนจนกว่ากระบวนการในข้อ 1 และข้อ 2 จะแล้วเสร็จ พร้อมขอให้ยกเลิกการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่ถูกสลายการชุมนุมไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทั้งหมด
ด้านนายสมบูรณ์ คำแหง ตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น เปิดเผยว่าตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นได้พูดคุยกับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งนายสมบูรณ์บอกว่า นายสุพัฒนพงษ์เห็นด้วยกับสามข้อเรียกร้องแต่ไม่รับรองว่ารัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งต้องจับตาดูในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าที่ประชุมจะหยิบข้อเรียกร้องของเครือข่ายมาพิจารณาอย่างไร จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมาปักหลักที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรอติดตามมติ ครม. ที่จะประชุม 14 ธ.ค.นี้
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะนำปัญหาทั้งหมด เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้่ แต่ไม่ใช่การใช้ มติ ครม. ยกเลิกโครงการ เพราะติดกฎหมายอยู่หลายฉบับ เบื้องต้น จะให้ทบทวนการทำประชาพิจารณ์ และ SEA ใหม่ทั้งหมด
ส่วนที่มีการระบุถึงการกว้านซื้อที่ดิน พล.อ.ประยุทธ์ ย้ำว่าใครถูกผิดให้แยกเป็นอีกเรื่องหากเอาปัญหามาพันกันหมดคงแก้ได้ยาก ยืนยันว่ารัฐบาลจะนำเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างเร่งด่วน ให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน แต่ไม่ต้องการให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนให้เกิดความวุ่นวาย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ออกแถลงการณ์คัดค้านให้มีการทบทวนการลดโทษให้ผู้ต้องขังคดีคอร์รัปชันเพราะเป็นการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้เศรษฐกิจประเทศ ว่า ตนได้นำเรื่องนี้มาทบทวน หลายวันที่ผ่านมา ที่ยังไม่ได้พูดเรื่องนี้ เพราะว่าต้องศึกษารายละเอียดในหลายเรื่อง ทั้งกฎระเบียบของกระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ และ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขึ้นอยู่กับการคัดกรองตรงนี้ จึงกำลังทบทวนศึกษาว่ามีรายละเอียดอะไรที่ไม่เหมาะสม
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า บางทีเรื่องเก่ากำหนดไว้ ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าความผิดเสียหายมากน้อยอะไรอย่างไร ไม่มีในตรงนี้ เรื่องการทุจริตเข้าเกณฑ์ในการพิจารณาแต่ต้องดูว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้มีความเหมาะสมหรือไม่ ที่ต้องแก้ไขตรงนี้หากไม่เหมาะต้องปรับแก้ใหม่ ปีที่ผ่านมา มีการลดโทษปีละ 2 ครั้งมาแล้ว 2 ปี ต้องดูว่าจะทำอย่างไร ในบางกรณีมีความแตกต่างมีผลเสีย มีความเสียหาย ต้องไปแก้ไขกฎระเบียบตรงนั้น
สำหรับผู้ต้องขังคดีจีทูจี โครงการรับจำนำข้าว ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ 2 ครั้งในปีนี้ เช่น นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ เสี่ยเปี๋ยง
หลังจาก "พล.อ.ประยุทธ์" มีแนวคิดที่จะให้ศึกษาทบทวนหลักเกณฑ์ การลดโทษ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม รับลูกเรื่องนี้ทันที โดยระบุว่าพร้อมรับคำแนะนำของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเห็นด้วยว่านักโทษคดีทุจริตไม่ควรได้รับการลดโทษเกินความจำเป็น ส่วนแนวทางจะออกมาอย่างไรต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาทำการศึกษา
นายสมศักดิ์ ย้ำว่าสาเหตุที่ต้องให้มีผู้เชี่ยวชาญมาร่วมออกแบบ เพราะหากดำเนินการเองก็เกรงว่า ฐานความผิดคดีร้ายแรงที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่นคดีการชุมนุมทางการเมือง ก็อาจจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย