ต้องยอมรับก่อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ที่เริ่มส่งผลกับเศรษฐกิจประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2564 ซึ่งถือเป็นแรงกระเพื่อมส่งผลกระทบกับธุรกิจแทบทุกวงการ และบางกิจการก็ต้องปิดตัวลง เพราะไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุน และบางธุรกิจลดจำนวนแรงงานลง คนที่ตกงานก็ต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา แบะ จากข้อมูล Telco ของ True Digital Group[6] ของผู้ใช้มือถือประมาณ 20 ล้านคน ช่วง 1 ม.ค. 62 - 28 ก.พ. 64
เป็นข้อมูล Aggregate ไม่แยกแยะข้อมูลรายบุคคล เพื่อศึกษาพฤติกรรมการย้ายคืนถิ่นของแรงงานที่ครอบคลุมช่วงล็อกดาวน์ครั้งแรก เริ่ม 26 มี.ค. 63 และช่วงซอฟล็อกดาวน์ครั้งสอง พบว่าภาพรวม ในช่วง ก.พ. - เม.ย. 63 แรงงานย้ายคืนถิ่นกลับภูมิลำเนา รวมกัน 2.0 ล้านคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงหลังของปี 63 จำนวนกว่า 2 แสนคนต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานอายุ 21-60 ปี(ร้อยละ 80) และกว่าครึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยเทียบเคียงจากข้อมูลจ่ายบิลค่าโทรศัพท์เดือนละ 0-99 บาท สอดคล้องกับผลสำรวจแรงงานนอกระบบโดยจุฬาฯ ที่พบว่าแรงงานย้ายคืนถิ่นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้น้อย ลูกจ้างรายวัน ทำงานในภาคบริการ โรงแรม และภัตตาคาร การตัดสินใจกลับภูมิลำเนาเพื่อความอยู่รอด
ขณะที่ในมิติเชิงพื้นที่ แรงงานที่ถูกเลิกจ้างย้ายถิ่นออกจากกรุงเทพฯและปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวหลัก ชลบุรี ภูเก็ตและเชียงใหม่เป็นสำคัญ ขณะที่จังหวัดในภาคอีสานและนครศรีธรรมราชมีแรงงานย้ายเข้าจำนวนมาก เฉพาะเดือน ก.พ. มีประชากรย้ายออกจากกรุงเทพฯ สูงถึงร้อยละ 58 ของคนย้ายถิ่นทั้งหมด สะท้อนว่าแรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้าง ถูกลดชั่วโมงทำงาน ขาดรายได้และไม่สามารถแบกรับค่าครองชีพในเมืองใหญ่ได้ และตัดสินใจกลับบ้านฐานที่มั่นบ้านเกิดของตนเอง
ส่วนการระบาดระลอกสองตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. 63 พบว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าและออกสุทธิก็มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่าช่วงการระบาดรอบแรก อาจเป็นผลจากแรงงานย้ายคืนถิ่นไปมากแล้วในระลอกแรก และการเคลื่อนย้ายแรงงานในจังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ ภูเก็ตและกระบี่ก็ยังเบาบางเนื่องจากกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว
และในการย้ายถิ่นฐานครั้งนี้ก็ทำให้แรงงานหลายคนต่างปรับตัว ในการประกอบอาชีพ ซึ่งอาชีพที่ถูกเลือกก็คือการทำเกษตรกรรม โดยต้องยอมรับก่อนว่า การทำเกษตร แม้จะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับความรู้ ความสามารถ แต่ถ้าเริ่มด้วยทัศนคติที่ดี ผสานกับความมุ่งมั่นก็ส่งผลให้เราสามารถพัฒนาตัว
ยกตัวอย่างกรณี คุณตั้ม จตุรภัทร ที่เริ่มต้นจากการปลูกพืชผักสวนครัวขายเลี้ยงชีพ หลังจากที่ชำนาญแล้ว จึงต่อยอดด้วยการทดลอง “ปลูกพืชมูลค่าสูงตามความถนัด” พร้อมกับอัดคลิปสั้นๆ แบ่งปันวิธีปลูกพืชจนเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ชุมชน [FB: จตุรภัทร ฟาร์มสุขปลูกอินทรีย์]
ขณะที่บางท่าน อยากสร้างรายได้หลายช่องทาง จากกรณีศึกษาของคุณปอนด์ จีรพงษ์ ที่เริ่มการทำการเกษตรพร้อมกับภรรยาตั้งแต่เรียนจบด้วยการเลี้ยงสุกร ปลูกเมล่อนในโรงเรือน พร้อมกับทำคลิปเผยแพร่วิธีการทำเกษตรผ่าน youtube มีผู้ติดตามกว่า 246,000 คน นอกจากสามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายมากขึ้นแล้ว ยังมีรายได้เสริมที่ดีจากค่าโฆษณาอีกทางหนึ่ง [FB: ปอนด์ ฟาร์มมิ่งไทยแลนด์]
บางท่านที่มีใจรักเป็นเกษตรกร แต่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะทุ่มสุดตัว จากกรณีศึกษาของคุณกระต่าย วุฒิพงษ์ ที่เริ่มต้นจาก“แบ่งเวลางานประจำ” มาทำเกษตรอินทรีย์ เก็บหอมรอมริบจนสามารถซื้อที่ดินเป็นของตนเอง จึงตัดสินใจลาออกมาทำเต็มเวลา จนสามารถปลูกผักสร้างรายได้ขายให้กลุ่มคนรักสุขภาพ [FB: ไทบ้านฟาร์มเมอร์]
สำหรับแรงงานคืนถิ่นที่ตัดสินใจทำเกษตรเป็นทางรอด จากกรณีศึกษาของคุณแม้ว เพียงพิศ ซึ่งเคยเป็นพนักงานในร้านอาหารบนเกาะสมุยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 จนปิดกิจการ จึงต้องกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิดด้วยอาชีพเกษตร และได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการ “1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย” ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จากเดิมที่เคยเลี้ยงไก่ปล่อยตามธรรมชาติ เกิดเป็นไอเดียที่จะขยายทำเป็นโรงเรือนเลี้ยงไก่ระบบปิด
นี่เป็นเศษเสี้ยวของตัวอย่างในการปรับตัวของกลุ่มแรงงาน หันหน้าเข้าสู่ภาคเกษตรกรรม และสามารถสร้างรายได้จากอาชีพเกษตรอย่างเต็มภาคภูมิ
ที่มาข้อมูล
ธนาคารแห่งประเทศไทย