ล่าสุด ช่วงเช้าที่ผ่านมา (19 ต.ค.) นายไพศาล เรืองฤทธิ์ ทนายความ พร้อมน.ส.ก้อย ผู้เสียหายและผู้ประกอบการสร้างบ้านขายให้กำลังพล รวบรวมหลักฐาน โดยเฉพาะ 21 รายชื่อนายทหารที่เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์ 5% ที่อ้างว่าเป็นค่าธรรมเนียมของกองทัพบกมายื่นถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
ทนายไพศาลระบุว่า เมื่อวานนี้กองทัพบกออกมาชี้แจงว่า มีคำสั่งให้ระงับโครงการกู้เงินดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี 2564 จึงอยากถามกลับไปว่า ที่บอกว่าระงับโครงการตั้งแต่ปี 2564 แต่จากหลักฐานที่ได้รับทำไมมีการเรียกรับผลประโยชน์ 5% อีก ในปี 2565และประเด็นที่บอกว่า กองทัพบกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและพบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์นั่นหมายถึงความผิดสำเร็จแล้ว มีการลงโทษตามระเบียบราชการ แต่ทำไมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้ง 20 กว่ารายชื่อจากเกือบ 50 รายชื่อ ยังมีการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2563
ทนายไพศาล บอกว่า ที่มายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม วันนี้ เพราะการชี้แจงของกองทัพบกไม่มีความชัดเจน และมีบางประเด็นที่ทำให้เกิดความสับสน และสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้เสียหายกับกองทัพและกำลังพล จึงอยากให้กระทรวงกลาโหมในฐานะหน่วยเหนือที่เป็นผู้กำกับดูแลกองทัพบกตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หากต้องการพยานหลักฐานในส่วนใด ตนและผู้เสียหายก็พร้อมจะส่งหลักฐานให้โดยตรง
ทนายไพศาล เปิดเผยอีกว่า มีกำลังพลที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย ส่งเรื่องมาร้องเรียนและให้ตรวจสอบอีกจำนวนมาก กรณีการกู้เงินสวัสดิการเพื่อซื้อหรือสร้างบ้านพัก ซึ่งหลังจากตัวเองได้เข้ามาช่วยเหลือเรื่องนี้ ทำให้ถูกขับรถประกบทั้งด้านซ้ายและขวา ซึ่งไม่รู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่
ขณะที่ พล.ต.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ทางกองทัพบกได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง โดยผลการสอบสวนได้เสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว มีบทลงโทษตามระเบียบของทางราชการและวินัยทหารต่อกำลังพลที่ถูกร้องเรียน โดยให้งดบำเหน็จประจำปี ปรับย้ายออกจากตำแหน่ง
อีกทั้งจากการสอบสวนพบประเด็นการกู้ยืมเงินระหว่างผู้ร้องกับกำลังพลที่ถูกร้องเรียนด้วย ถือเป็นข้อพิพาทส่วนบุคคลและปัจจุบันอยู่ในกระบวนการของศาลแล้ว
อย่างไรก็ตาม การร้องเรียนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่จังหวัดนครราชสีมา (จ่าคลั่ง) ที่เกิดขึ้นในปี 2563 ขออย่าได้นำไปเชื่อมโยงกันเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากองทัพบก มีโครงการกู้ยืมเงิน อทบ.เพื่อการเคหสงเคราะห์ เปิดโอกาสให้กำลังพลกู้เงินตามอัตราที่กำหนด เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ได้แก่ การซ่อมแซม และการซื้อบ้านพักอาศัย โดยกรมสวัสดิการทหารบกเป็นหน่วยรับผิดชอบ ซึ่งต่อมาได้ตรวจพบปัญหาการเข้ามาหาประโยชน์
กองทัพบกจึงมีคำสั่งให้ระงับโครงการตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา พร้อมปรับระบบกิจการออมทรัพย์ของกองทัพบก โดยได้ออกระเบียบการกู้เงินของกำลังพลให้เป็นลักษณะการกู้ยืมผ่านสถาบันการเงินเท่านั้น