เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พลตำรวจเอกดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินทางมาส่งมอบสำนวนคดีทุนจีนตู้ห่าวด้วยตัวเอง ให้กับอัยการสูงสุด โดยมีนายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน รับมอบและร่วมแถลง โดย ผบ.ตร. บอกว่า คดีนี้เริ่มมาตั้งแต่ 26 ต.ค. มีการสืบสวนขยายผลจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายนายตู้ห่าวได้ทั้งหมด 43 ราย ยังเหลือการติดตามตัวอีก 18 ราย
โดยวันนี้เป็นการนำสำนวนคดีมาส่งมอบต่อ อธิบดีอัยการสูงสุด หลังสรุปสำนวนเสร็จสิ้นเมื่อคืนนี้ โดยอธิบดีอัยการ พิจารณาแล้วว่าคดีนี้เข้าข่ายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และมอบหมายให้ผบ.ตร. เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ร่วมกับทีมอัยการ และกองบัญชาตำรวจแห่งชาติ 4 กอง ซึ่งผบ.ตร. ก็มั่นใจในการรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ว่าทำเต็มที่และดีที่สุด โดยในสำนวนได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากหลายฝ่ายทั้ง ปปง. ปปส. ประชาชนที่ชี้เบาะแส รวมถึงนายชูวิทย์ด้วย ยืนยันดำเนินการทุกอย่างตามหลักฐานที่มี แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด หวั่นเสียรูปคดี
ส่วนอะไรที่อยู่นอกประเทศก็ยังคงดำเนินการต่อ หลังจากนี้ก็ต้องรอดูผลการพิจารณาของอัยการและศาลต่อไป หากฝ่ายไหนยังมีข้อสงสัยในประเด็นต่างๆ ก็ต้องมเรียกมาสอบปากคำเพิ่มทั้งหมด ซึ่งในฐานะพนักงานสอบสวนก็มั่นใจว่านายตู้ห่าวไม่น่าหลุดคดีนอกราชอาณาจักร หรืออาชญากรรมข้ามชาติแน่นอน
อีกคนที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างดุเดือด ก็คือนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ที่วันนี้มาร่วมติดตามการส่งมอบสำนวน และฟังการแถลงด้วย ซึ่งนายชูวิทย์ ก็ชี้แจงช่วงท้ายหลังการแถลง บอกว่า วันนี้ตนเองในฐานะตัวแทนประชาชน ก็คงหมดหน้าที่ในชั้นสอบสวน ตำรวจและอัยการ ก็ได้ดำเนินการมาถึงที่สิ้นสุดก่อนส่งศาล
หลังจากนี้ก็คงจับตาดูต่อ เชื่อคดีนี้จะสู้กันถึงศาลฎีกา และขอให้กำลังใจท่านผบ.ตร. อัยการ รวมถึงหากมีการกระทำใดที่ก้าวล่วงก็ต้องขออภัย ยืนยันตนทำเรื่องนี้ในฐานะประชาชน ไม่ได้หวังผลประโยชน์แอบแฝง และประชาชนอย่างผมไม่ยอมแพ้
ด้านนายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน ก็ยืนยัน อยากให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอัยการสูงสุด ว่าทำงานกันอย่างเต็มที่ไม่ได้หยุดพัก เพื่อรวบรวมพยายานหลักให้แน่ชัดที่สุด ซึ่งภายหลังการแถลงเสร็จสิ้น ผบ.ตร.ก็เดินมาจับแขนนายชูวิทย์ และทางอธิบดีอัยการ โดยทั้งสามคน ก็หันไปพูดคุยกันด้วยสีหน้าสีตา ยิ้มแย้มแจ่มใส