พลตำรวจตรีนิตินันท์ เพชรบรม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เผยกับทีมข่าวพีพีทีวี ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 14 คนที่อยู่ในด่านวันนั้น ไม่ได้มีความผิดตามมาตรา 157 ทั้งหมด โดยจะพิจารณาจากการสอบปากคำ ว่าตำรวจคนใดมีความใกล้ชิดพยาน
จากการพิจารณาของคณะกรรมการสอบสวน ตอนนี้สรุปได้ว่าเบื้องต้นพิจารณาว่ามีตำรวจ 7 คน ที่เข้าข่ายใกล้ชิดพยาน (สาวไต้หวันและเพื่อน) และขณะนี้ได้ย้ายตำรวจทั้ง 7 คน ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) เพื่อให้ง่ายต่อการสอบปากคำ โดยมีรายชื่อ ได้แก่
1.) ร้อยตำรวจเอก ยอดฤทธิ์ ลางดุลเสน รองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง
2.) ร้อยตำรวจเอก ปฏิภาณ ศิริชัยวัฒนา รองสารวัตรอำนวยการ สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง
3.) ดาบตำรวจ อธิเวช จุลพันธ์ ผู้บังคับหมู่ ทำหน้าที่ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง
4.) ดาบตำรวจ กฤษฎา คำมะนา ผู้บังคับหมู่ ทำหน้าที่ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง
5.) สิบตำรวจเอก เฉลิมชัย ศิริวังโส ผู้บังคับหมู่ ทำหน้าที่ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง
6.) สิบตำรวจเอก วัชรนนท์ ขาวยอง ผู้บังคับหมู่ ทำหน้าที่ปฏิบัติการป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลหัวยขวาง
7.) สิบตำรวจเอก นันทวัชร์ สุวรรณา ผู้บังคับหมู่ ทำหน้าที่ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง
ส่วนตำรวจที่เหลือก็อยู่ระหว่างการสอบปากคำเพิ่ม เพื่อยืนยันตามพยานหลักฐานอื่นๆ อีก ว่าจะมีความผิดหรือไม่
จากการสอบปากคำที่ผ่านมา เพื่อต้องการทราบในประเด็นที่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจคนใดบ้างที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ หรือใกล้เคียงพยาน (สาวไต้หวันและเพื่อน) มากที่สุด ซึ่งก็ได้คัดกลุ่มที่พิจารณาแล้วว่าใกล้เคียงให้ย้ายปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น
สำหรับประเด็นที่มีการถกเถียงกันว่าสรุปแล้ว ตำรวจยอมรับแล้วหรือยังว่ารับเงิน 27,000 บาทมาจากดาราไต้หวัน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) บอกว่า ในการสอบปากคำของพยาน คำรับสารภาพดังกล่าว ยังไม่ปรากฏในสำนวนชัดเจน เรื่องที่มีการนำเสนอข่าวว่ายอมรับหรือไม่ยอมรับ ตามปรากฎในสื่อนั้น ตรงนี้ก็ไม่ทราบว่ามาจากแหล่งข่าวส่วนไหน
แต่ยืนยันขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน ที่ต้องรอการนำพยานหลักฐานมายืนยันให้ชัดเจน และอยู่ระหว่างการติดตามพยานดาราสาวไต้หวันกลับมาไทย และตำรวจมีความเชื่อว่าเธอจะกลับมา ยืนยันว่าจะเร่งทำความจริงให้ปรากฎต่อสังคมเร็วที่สุด
ส่วนกรณีที่ตอนนี้สังคมเริ่มไม่เชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจแล้ว มองยังไงบ้างนั้น รอง ผบช.น. บอกว่าคงเป็นปกติที่สังคมเกิดคำถาม เนื่องจากเรื่องนี้ดำเนินการช้า เพราะพยานหรือผู้เสียหายไม่ได้อยู่เมืองไทย จึงจำเป็นต้องนำผู้เสียหาย กลับมาเพื่อยืนยันและร้องทุกข์ ดำเนินคดีต่อตำรวจ
แต่หากผู้เสียหายไม่กลับมาไทย อำนาจของเจ้าหน้าที่ก็สามารถทำได้ เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการเรียกรับเงินจริง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งตอนนี้ได้แจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มดังกล่าวไปแล้ว ส่วนจะมีข้อหาอะไรบ้างนั้น หรือจะมีแถลงข่าวในวันนี้หรือไม่นั้น คงต้องรอ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นคนตอบ
ระเบิดมัสยิดในปากีสถาน ดับอย่างน้อย 83 ศพ คาดอาจเป็นระเบิดพลีชีพ
“บิ๊กตู่” โชว์ลีลาแม่ไม้มวยไทย ลั่นเป็นศิลปวัฒนธรรมไทย ไม่มีใครเอาไปได้