ความคืบหน้ากรณีเยาวชน วัย 16 ปี เป็นนักกีฬาเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย ขับรถ BMW ฝ่าไฟแดงชนกับจักรยานยนต์ นายธนพล อายุ 24 ปี หรือน้องเต้ บัณฑิตวิศวะเกียรตินิยม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จนเสียชีวิตที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ครอบครัวของน้องเต้ ได้ยื่นเอกสารหลักฐานต่อกรรมการบริหารสภาทนายความภาค 3 ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับครอบครัวของเยาวชนอายุ 16 ปี รวมเป็นเงินกว่า 16 ล้านบาท
นายรักษ์ อายุ 59 ปี พ่อของน้องเต้ เผยว่า ตั้งแต่สูญเสียน้องเต้ไปก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้ เพราะทุกวันนี้อยู่บ้านมองเห็นรูปและอัฐิของน้องเต้ทีไรน้ำตาจะไหลตลอดเวลา เนื่องจากทุ่มเททุกอย่าง ดิ้นรนหาเงินส่งเสียจนน้องเต้เรียนจบ น้องเต้เคยบอกกับตนว่าจะเรียนต่อจนถึงระดับปริญญาเอก ซึ่งจะทำให้ตนและครอบครัวดีใจมาก ก็คงเหมือนกับพ่อของเยาวชนอายุ 16 ปี ที่ขับรถชนน้องเต้เสียชีวิต ซึ่งคงจะดีใจและภูมิใจกับลูกชายที่ได้เป็นนักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย
ดังนั้นความสูญเสียในครั้งนี้ จึงไม่สามารถตีราคาออกมาเป็นจำนวนเงินได้ แต่อย่างน้อยก็เพื่อให้ผู้ก่อเหตุได้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ถึงที่สุด
"เพราะว่าผมก็ฝากความหวังกับเขาไว้สูงครับ ทุ่มเทให้เขามาโดยตลอด ถึงลูกจะขัดสนยังไง ก็ต้องดิ้นรนหาให้เขาเรียนจนจบครับ ผมก็คาดหวังว่าเด็กคนนี้ การเรียนเขาดีเขามีโอกาส เขาฝันกับผมไว้ว่ามีโอกาสเขาจะเรียนจบด็อกเตอร์ครับ ก็เหมือนกับคุณเทิดพงษ์ครับ ผมก็คงจะดีใจอย่างเขา ที่ลูกผมจบด็อกเตอร์ ยังความฝันของคุณเทิดพงษ์ ว่าลูกจะเป็นนักเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย เขาก็ฝันเหมือนผมอย่างนี้ละครับ" พ่อน้องเต้ กล่าว
ด้าน นายวีระศักดิ์ บุญเพลิง กรรมการบริหารสภาทนายความภาค 3 กล่าวว่า ได้เตรียมยื่นฟ้องคดีแพ่งกับคู่กรณี ทั้งตัวเยาวชนที่ขับรถ BMW และผู้ปกครอง รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 16,600,000 บาท
ส่วนสาเหตุที่ต้องฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายตามเงินจำนวนนี้ เนื่องจากหลังเรียนจบผู้ตาย เข้าทำงานที่บริษัทด้านโทรคมนาคม ระดับมหาชน จำกัด ได้รับเงินเดือนที่ได้รับขณะเสียชีวิต ประมาณ 20,000 บาท ไม่นับรวมค่าทำงานล่วงเวลา และค่าสวัสดิการอื่นๆ ถือว่าเป็นงานที่มีความมั่นคงสูงมาก เมื่อคำนวณรายได้จากวันที่เสียชีวิต ไปข้างหน้าอีก 25 ปี คาดการณ์ว่าน้องเต้จะได้รับเงินเดือนจากบริษัทแห่งนี้ถึงเดือนละกว่า 190,000 บาท จึงเป็นที่มาของตัวเลขจำนวนเงินกว่า 16 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเกินไป สมเหตุสมผลมากที่สุดแล้ว
โดยคดีนี้หากศาลพิจารณารับคำฟ้อง อาจจะมีการนัดไกล่เกลี่ยก่อน ถ้าไกล่เกลี่ยไม่ได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการสืบพยานฝ่ายโจทก์ และฝ่ายจำเลยต่อไป