ตร.เชื่อแฮกเกอร์ “9Near” ไม่ใช่มือสมัครเล่น หลังอ้างซื้อข้อมูล 8 พันบาท


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ทหารยศจ่าสิบโท แฮกเกอร์ “9Near” อ้างซื้อข้อมูลจากดาร์กเว็บต่างประเทศ 8,000 บาท ไม่ได้แฮกเอง ทำไปเพราะอยากดัง พบประวัติจบปริญญาตรีเกี่ยวกับเทคโนโลยีสาระสนเทศ ล่าสุดเจ้าหน้าที่บุกคนบ้านเจอคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิส 7- 8 ไดรฟ์ รีโมทควบคุมทางไกล และอุปกรณ์ซ่อมคอมพิวเตอร์ เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่าแฮคเกอร์ “9Near” ไม่ใช่มือสมัครเล่น

มอบตัวแล้ว! “จ่าสิบโท” มือแฮกเกอร์ 9near รอ ทบ.ชี้แจง

9Near แฮกข้อมูลคนไทย 55 ล้านคน รวมคนดังโดนด้วย

กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ สอบปากคำ จ่าสิบโท เขมรัตน์  นายทหารสังกัดกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) ที่ก่อเหตุขโมยข้อมูลส่วนตัวของคนไทย จำนวน 55 ล้านคน ไปประกาศขายลงออนไลน์ในนามแฝงชื่อ “9Near” โดยตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาขึ้นรถไปบ้านพักเพื่อตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติมที่ใช้ในการดึงข้อมูลส่วนบุคคลไปโพสต์ ก่อนพาตัวกลับมาที่ บช.สอท.

 

โดย จ่าสิบโท เขมรัตน์ ไหว้ขอโทษประชาชน ที่ทำให้ตื่นตระหนก  พร้อมเปิดเผยว่า ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น พร้อมยืนยันว่า ข้อมูลที่ซื้อมา ยังไม่ได้ทำการเผยแพร่ เมื่อถามว่าข้อมูลที่มีอยู่เป็นข้อมูลอะไรบ้าง จ่าสิบโทเขมรัตน์ ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

 

"จ่าสิบโท" อ้างซื้อข้อมูลจากดาร์กเว็บ 8 พันบาท 

พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. ระบุว่า หลังจากสอบปากคำ เบื้องต้นผู้ก่อเหตุอ้างว่า ไม่ได้แฮกข้อมูลส่วนบุคคลจำนวน 55 รายชื่อ แต่เป็นการซื้อข้อมูลมาจากดาร์กเว็บหนึ่ง มาจำนวน 8 ล้านเรคคอร์ด (Record) เป็นเงินจำนวน 8,000 บาท  โดยสาเหตุที่นำไปโพสต์ลงโซเชียลเพียงเพราะต้องการสร้างกระแสอยากมีชื่อเสียง

ผู้ก่อเหตุยังระบุอีกว่า ในช่วงแรกที่พบว่าเว็บไซต์นี้มีรายชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลได้เข้าไปทดลองพิมพ์รายชื่อตัวเองและครอบครัว ปรากฏว่ามีรายละเอียดข้อมูลส่วนบุคคลอยู่จริง จึงทำการซื้อข้อมูลแล้วนำไปโพสต์ลงโซเชียลแต่ในช่วงแรก ไม่ได้เป็นกระแสใด ๆ จากนั้นจึงนำชื่อบุคคลมีชื่อเสียงไปโพสต์ลง ทำให้เป็นกระแสมีคนสนใจจำนวนมาก

สำหรับตัวผู้ก่อเหตุ พบว่าจบปริญญาตรีเกี่ยวกับเทคโนโลยีสาระสนเทศจริง แต่ว่าไม่ได้แฮกข้อมูลเอง ส่วนทางด้านภรรยาที่ทำงานเป็นพยาบาลพบข้อมูลว่าอยู่ในส่วนดูแลผู้ป่วย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบของโรงพยาบาล โดยเบื้องต้นผู้ก่อเหตุสารภาพว่ากระทำผิดเพียงคนเดียว ซึ่งหลังจากนี้จะตรวจสอบเรื่องรายละเอียดว่ามีการรับซื้อข้อมูลมาจากใครและมีจำนวน 55 ล้านรายชื่อรายชื่อจริงหรือไม่

ขณะที่ข้อหาจะมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ส่วนการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ก็จะดำเนินคดีฐานความผิดนี้ต่อไป

 

รมว.ดีอีเอส สั่งเร่งขยายผล - ตร.บุกค้นบ้านพบคอมพิวเตอร์

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า ข้อมูลในวันนี้เป็นเพียงการให้ปากคำเบื้องต้นของผู้ต้องหา แต่จากการสืบสวนพบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่นายทหารคนนี้ซื้อมายังไม่ได้รั่วไหลไปใช้ประโยชน์ใด ๆ  ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจจะตรวจสอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่ใช้ในการก่อเหตุต่าง ๆ รวมถึงตรวจสอบว่า ข้อมูลที่ซื้อมาเมื่อรายละเอียดข้อมูลอย่างไรบ้าง  เนื่องจากเจ้าตัวได้อ้างว่ามีการทำลายข้อมูลที่ซื้อมาไปแล้ว

ทั้งนี้ หลังจากตำรวจ ตรวจค้นภายในห้องพักผู้ต้องหา พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. กล่าวว่า เจออุปกรณ์อิเล็คโทรนิคหลายรายการ ที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ทั้งฮาร์ดดิส 7- 8 ไดรฟ์ อุปกรณ์รีโมทควบคุมทางไกล คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก  คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เลาร์เตอร์ พอกเก็ต Wi-Fi ทั้ง 3 ค่ายโทรศัพท์  และอุปกรณ์สำหรับซ่อมคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าจ่าสิบโทเชี่ยวชาญ ไม่ใช่มือสมัครเล่น

ขณะที่การที่ไปซื้อข้อมูลในดาร์กเว็บ ขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผล เนื่องจากเป็นเครือข่ายเว็บไซต์ที่ซื้อมาเป็นของต่างประเทศ ส่วนราคาซื้อที่ จ่าสิบโท อ้างว่าซื้อข้อมูลส่วนบุคคลมาในราคา 8,000 บาทนั้น เป็นเพียงคำให้การเบื้องต้น ตำรวจ มีสิทธิ์จะเชื่อหรือไม่อยู่ที่พยานหลักฐาน

ผบช.สอท. กล่าวอีกว่า เรื่องการนำข้อมูลไปขายต่อ หรือไม่นั้น จากการสอบปากคำมี 3 เจตนา ในการโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคลนี้ คือในช่วงแรกโพสต์เพื่อประกาศขาย เนื่องจากต้องการเงิน ต่อมาโพสต์เพื่อให้คนสนใจ โดยใช้ข้อมูลของบุคคลมีชื่อเสียง ในลักษณะการข่มขู่ และสุดท้ายพอรู้ว่ามีการติดตามจับกุม ก็การเบี่ยงเบนประเด็นไปเรื่องการเมือง

โดยกรณีการหลบหนี ผู้ต้องหาสารภาพว่า คิดว่าตำรวจไม่น่าจะจับกุมตัวได้ จึงหลบหนีโดยขับรถไปจังหวัดเชียงราย ระหว่างหลบหนีไม่ทิ้งเครื่องมือสื่อสารทุกอย่าง แต่มีการทิ้งเบาะแสคือการแวะไปหาเพื่อนตามสถานที่ต่าง ๆ ก่อนมุ่งไปที่จังหวัดเชียงรายเพียงคนเดียว ส่วนเส้นทางการเงินจากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีการเชื่อมโยงไปยังภรรยา เพราะพบว่าในบัญชีภรรยามีจำนวนเงินหลักร้อยเท่านั้น

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าจะมีบุคคลอื่นหรือมีผู้บังคับบัญชาเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่นั้น ผบช.สอท. มองว่า ไม่น่าเกี่ยวข้อง เนื่องจากการตรวจสอบที่พัก พบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถจัดการเรื่อง นี้ได้ด้วยตัวเอง หากมีคนสั่งการหรือมีหน่วยงานที่ควบคุมดูแล ก็ควรจะมีสถานที่ ที่เป็นความลับในการก่อเหตุมากกว่า

TOP สังคม
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด โปรแกรมฟุตบอล คุณสนใจหรือไม่?

ขอนแก่น ยูไนเต็ด

VS

การท่าเรือ เอฟซี

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ