วันที่ 30 มิ.ย. 67 เมื่อเวลา 11.00 น. ร.ต.ท.ธนพล สุมงคล รอง สว.สอบสวน สภ.เมืองสระบุรี รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นภายในตลาดสุขุมาลย์ (ตลาดใน) เขตเทศบาลเมืองสระบุรี ขอให้ไปสอบสวนและแจ้งรถดับเพลิงมาทำการดับเพลิงเป็นการด่วน จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ แล้วรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยรถดับเพลิง รถน้ำ รถกระเช้า ของเทศบาลเมืองสระบุรี นับสิบคัน
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบเพลิงกำลังลุกไหม้ที่ชั้นบนของตึกแถวที่เป็นร้านค้าจำหน่ายเครื่องสังฆภัณฑ์แห่งหนึ่ง ซึ่งปิดร้านไว้ ไม่มีไครอยู่ภายในร้าน
จากนั้นไฟได้ลุกลามมาที่ชั้นบนห้องติดกันที่อยู่หัวมุม 2 คูหา
ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เทศบาลเมืองสระบุรี กำลังช่วยกันต่อสายยางใช้น้ำฉีดดับเพลิง และบางส่วนกำลังเตรียมใช้บันไดพาดเพื่อจะขึ้นไปฉีดน้ำดับเพลิงอยู่นั้น จู่ ๆ โครงหลังคาซึ่งเป็นไม้อยู่บนชั้น 3 ของตึกทั้ง 3 คูหาที่เพลิงกำลังลุกไหม้ได้เกิดทรุดพังลงมา มีเศษวัสดุร่วงหล่นลงมาเบื้องล่างเป็นจำนวนมาก
ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนที่พากันมามุงดูแตกกระเจิงไป ส่วนร้านค้าตึกห้องแถวที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันขนของออกมาไว้ด้านนอก
ต่อมานายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการ จ.สระบุรี ได้รุดมายังที่เกิดเหตุ สั่งการให้ผู้บริหารเทศบาลเมืองสระบุรี และเจ้าหน้าที่เร่งกันประชาชน และเด็ก ๆ ที่มาห้อมล้อมถ่ายภาพให้ออกห่างจากจุดเกิดเหตุ เพราะที่บริเวณชั้น 2 และชั้น 3 ของตัวอาคารยังคงมีเปลวไฟลุกอยู่ เกรงว่าอาคารจะทรุดตัวลงมาซ้ำอีก อาจเกิดอันตรายได้ โดยเจ้าหน้าที่ใช้เวลาดับเพลิงราว 45 นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัดได้
นายบัญชา กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว ซึ่งจากการใช้อุปกรณ์วัดค่าความร้อนในจุดเกิดเหตุอยู่ในจุดปลอดภัย แต่ยังคงห้ามผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้ เพราะเกรงอันตรายจากอาคารที่เก่าแก่หลายสิบปี อาจทรุดตัวลงมาได้
อย่างไรก็ตาม คงต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่งว่าเหตุเกิดจากอะไร
ส่วนนายสหพัฒน์ หรือเอ๋ อายุ 48 ปี พ่อค้าขายทุเรียนที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ เล่าว่า ขณะตนกำลังนั่งขายทุเรียนอยู่นั้น พบเห็นกลุ่มควันหนาทึบลอยขึ้นเหนือบริเวณชั้น 3 ของร้านที่เกิดเหตุ ซึ่งด้านหน้าประตูปิดร้านอยู่ ทราบมาว่าวันอาทิตย์ไม่มีคนอยู่ จึงตะโกนบอกให้เพื่อน ๆ พ่อค้า แม่ค้าด้วยกัน รีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่มาช่วยดับเพลิงโดยเร็ว ส่วนสาเหตุที่เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นนั้น ตนไม่ทราบ