บริเวณถนนทางหลวงชนบทเส้นทางสายกาลันยีตัน-ควนโพธิ์ พื้นที่ ม.7 ต.ควนโพธิ์ อ.เมือง จ.สตูล ชาวบ้านประมาณ 30 คน นำโดยนายจำรัส ชิกวี ผู้ใหญ่บ้าน ม.7 ต.ควนโพธิ์ ชี้ให้ผู้สื่อข่าวดูถนนเส้นทางดังกล่าว ซึ่งเป็นถนนลาดยางที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่ถึง 2 ปี และไม่มีการพังหรือชำรุดแต่อย่างใด แต่มีการสร้างถนนทับที่เดิม ด้วยงบประมาณกว่า 24.5 ล้านบาท
ซึ่งทางกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคม ปักป้ายระบุว่า โครงการนี้ก่อสร้างด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน
โครงการซ่อมสร้างผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตถนนสาย สต.3001 แยกทางหลวงหมายเลข404-บ้านฉลุง อ.เมือง โดยสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 67 - 28 พ.ย. 67 ระยะเวลา 120 วัน งบประมาณ 24,492,000 บาท
และเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 67 ทางบริษัทผู้รับเหมาได้นำเครื่องมือหนักมาลง ชาวบ้านจึงได้เข้าไปสอบถาม และยิ่งเห็นข้อความจากป้ายว่าสร้างจากภาษีประชาชนด้วยแล้ว ชาวบ้านต่างสงสัยว่าทำไมถึงมาสร้างถนนที่เพิ่งเสร็จใหม่ ไม่ไปทำถนนที่ห่างจากจุดนี้ไป 3 กิโลเมตร ที่เป็นถนนพังชำรุด
เมื่อสอบถามไปยังกรมทางหลวงชนบท ได้รับคำตอบว่า แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เพราะทำสัญญาจ้างไปแล้ว ทางชาวบ้านจึงมาร้องสื่อเพื่อส่งต่อไปถึงรัฐบาลว่า ทำไมถึงมาพังถนนดีแล้วทำใหม่ และทำไมไม่สร้างถนนที่ชาวบ้านรอการแก้ไข และเสียดายงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน
นายจำรัส กล่าวว่า หลังจากเห็นเครื่องมือมาลงและกำลังจะเริ่มปรับถนน ตนจึงสอบถามว่าทำผิดที่หรือไม่ เพราะทราบว่าถนนที่ทำใหม่เริ่มจาก กม.ที่ 0 - 3 ระยะทาง 3 กม.ซึ่งเป็นถนนใหม่ที่ทำเสร็จในปี 2565 ถนนทำยังไม่ถึง 2 ปีและยังไม่ได้มีการพังหรือชำรุด แต่ถนนที่ชำรุด และรอการแก้ไขคือถนนที่เลยระยะทาง 3 กม.ไปแล้ว
เมื่อได้รับการยืนยันว่าไม่ผิด ตนจึงได้โทรศัพท์ไปสอบถามกรมทางหลวงชนบท จ.สตูล และกรมทางหลวง ก็ยืนยันว่าไม่ผิดและแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ตนว่าแปลก ของแบบนี้ไม่น่าจะมาลงผิดที่ งบ 24 ล้านทำให้ชาวบ้านเกิดความเสียดาย เพราะเป็นภาษีของประชาชนที่เหมือนเอาเงิน 24 ล้านมาทิ้งเปล่าประโยชน์
ตนสอบถามไปถึง 3 ครั้งก็ยืนยันว่าไม่ผิดที่และแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ทราบว่าชาวบ้านได้ติดต่อทางสื่อมวลชนมาทำข่าว เพราะไม่อยากให้เงินก่อสร้างเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำถนนดีแต่ถนนพังไม่ทำ โดยนัดสื่อมวลชนมาในช่วงบ่ายวันที่ 5 ต.ค. 67
เมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏว่าป้ายโครงการถูกถอนหายไปจากที่เคยปักไว้ กรมทางหลวงชนบทระบุว่า จะเลื่อนไปยังเส้นทางที่เลยจาก 3 กม.ไปแล้วที่ถนนพัง เพราะเส้นทางดังกล่าวเป็นถนนที่ชาวบ้านต้องการ แต่ชาวบ้านไม่เชื่อเกรงว่าถูกหลอก จึงขอให้ทางเจ้าหน้าที่มาแจ้งกับชาวบ้าน
ทว่าชาวบ้านได้รอเจ้าหน้าที่อยู่กว่า 1 ชม.ไม่มีใครมาพบ ทางผู้ใหญ่บ้านได้โทรหาแต่ก็ไม่รับสาย ตนไม่แน่ใจว่าถูกหลอกอีกหรือไม่ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาประท้วง แต่การจะทำอะไรโดยใช้ภาษีของประชาชน น่าจะมาทำประชาพิจารณ์เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้
โดยเฉพาะเรื่องถนน ชาวบ้านจะได้แจ้งถึงข้อขัดข้องบางอย่าง เช่น เรื่องน้ำท่วมหากถนนขวางเส้นทางเดินน้ำอาจต้องมีการวางท่อเพื่อระบายน้ำ ไม่ใช่พอน้ำท่วมแล้วถนนพัง หรือสร้างไปแล้ว มาขุดใส่ท่อทีหลัง จะทำอะไรอยากให้มาถามประชาชนบ้างเพราะเป็นภาษีของประชาชน ถนนพังไม่สร้างใหม่ แต่จะมาสร้างตรงจุดที่ถนนยังดีอยู่ชาวบ้านก็มองว่ามันไม่มีประโยชน์ สิ่งที่สร้างเพื่อประโยชน์ของประชาชนทำไมไม่สร้างซึ่งอยู่จากจุดที่สร้างไป 3 กม.
อย่างไรก็ตาม ทางผู้ใหญ่บ้านได้แจ้งเรื่องดังกล่าวไปยังนายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ถึงเรื่องไม่ชอบมาพากลดังกล่าว ซึ่งทางผู้ว่าก็เห็นด้วยว่าไม่สมควรจะสร้างจุดเดิม
ในเวลาต่อมา ผู้ว่าฯ ได้แจ้งมายังสื่อมวลชนทางโทรศัพท์ว่า ได้ระงับการก่อสร้างบริเวณดังกล่าวและเลื่อนไปก่อสร้างในเส้นทางที่ชาวบ้านต้องการโดยถัดจาก 3 กม.เดิมซึ่งเป็นถนนชำรุด และชาวบ้านรอคอยถนนใหม่อยู่ ชาวบ้านต่างพอใจและแยกย้ายกลับ