จากกรณี "แบงค์ เลสเตอร์" อินฟลูเอนเซอร์ที่เสียชีวิตโดยคาดว่ามีสาเหตุมาจากการถูกจ้างดื่มเหล้าให้หมดแบนแลกเงิน 30,000 บาท อีกทั้งยังมีชาวเน็ตขุดคลิปคอนเทนต์ที่เจ้าตัวถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่ให้อมมูลสุนัข ไล่เตะ จับแก้ผ้าถ่ายอวัยวะเพศ กินเจลหล่อลื่น ไปจนถึงใช้สเปรย์จุดไฟพ่นใส่หัว ทำให้สังคมนอกจากจะพูดถึงในเรื่องของจริยธรรมและกฎหมายแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงไม่แพ้กันคือ พฤติกรรมในลักษณะ “สวนสัตว์มนุษย์” หรือ “Human Zoo” ที่ แบงค์ เลสเตอร์ ต้องเผชิญ
นิยาม "Human Zoo" สภาพแวดล้อมประกอบสร้าง ตอกย้ำความต่างของมนุษย์
บทความ The True Story of the Mindanaoan Slave Whose Skin Was Displayed at Oxford จากนิตยสาร Esquire ให้คำนิยามคร่าว ๆ ของ Human Zoo หรือ สวนสัตว์มนุษย์ ว่า การจัดแสดงมนุษย์ในลักษณะเดียวกับสัตว์ในสวนสัตว์ ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดแสดงในอดีตของสังคมตะวันตกราวศตวรรษที่ 19 - 20 ที่มักนำกลุ่มชนพื้นเมืองหรือผู้ที่มีลักษณะแตกต่างจากตน มาแสดงในสภาพแวดล้อมจำลอง เพื่อตอกย้ำถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติ
ขณะที่เฟซบุ๊กเพจ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อ้างอิงคำนิยามของสวนสัตว์มนุษย์จากหนังสือ Anthropology Goes to the Fair : The 1904 Louisiana Purchase Exposition ที่เขียนโดย ดอน ดี ฟาวเลอร์ และ แนนซี เจ ปาเรโซ ที่ให้คำนิยามว่า เป็นงานแสดงหรือนิทรรศการที่นำผู้คนจากที่ต่าง ๆ มาจัดแสดง ในสมัยก่อนจะมีการนำผู้คนจากชนเผ่าต่าง ๆ มาอยู่ในพื้นที่ที่สร้างสภาพแวดล้อมให้เหมือนท้องถิ่นที่พวกเขาอยู่ และนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของพวกเขาให้ผู้เข้าชมได้ประจักษ์
รถโดยสารกรุงเทพฯ – เมืองเลย กลับปีใหม่ตกข้างทาง เสียชีวิต-บาดเจ็บหลายราย
"Human Zoo" กับคำจำกัดความหลายรูปแบบ
วันที่ 27 ธ.ค. 67 ผู้สื่อข่าว PPTV ได้พูดคุยกับ ดร.ชาญ รัตนะพิสิฐ อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เกี่ยวกับพฤติกรรมในลักษณะสวนสัตว์มนุษย์ด้วย โดย ดร.ชาญ ระบุว่า พฤติกรรมในลักษณะ Human Zoo หากสรุปง่าย ๆ คือ การให้ความสนใจกับบุคคลใดมากเกินกว่าปกติ โดยบางคนอาจไม่ได้รู้สึกว่าเขาเป็นมนุษย์ จึงให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ ที่เราคาดหวัง อยากให้เขาเป็น เสมือนการฝึกสัตว์
ลักษณะของ Human Zoo มีหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ทัวร์ดูหมู่บ้านในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งบางครั้งมีคนบางประเภทที่พยายามให้เขารักษาวิถีชีวิตของเขาไว้ ทั้งที่ขัดต่อวิถีการดำรงชีวิตเขา จึงเหมือนกับว่าเรากำลังชมคนที่เหมือนกับสัตว์ที่อยู่ในสวนสัตว์
ดร.ชาญ มองว่า ทั้งนี้ทั้งนั้น สวนสัตว์มนุษย์ มีความหมายทั้งในแง่บวกและแง่ลบ อาจเป็นลักษณะของการเอาคนมาอยู่ ณ สถานที่ใด หรือไม่ได้เอาคนมาอยู่ ณ สถานที่ใด เขาอยู่ ณ จุด ๆ นั้นอยู่แล้ว เราไปสังเกตการณ์การดำเนินชีวิต กิจกรรม หรือสิ่งที่เขาทำ แบบนี้ก็มองว่าเป็น Human Zoo ได้เหมือนกัน
หรือบางครั้งเราพยายามกำหนดสิ่งแวดล้อมบางอย่าง แล้วให้เขาทำตามในสิ่งที่เราต้องการ จากนั้นนำคนมาอยู่ มาดู เช่น การโชว์ตามงานวัด คนผิดปกติ มนุษย์งูต่าง ๆ บางคนก็นิยามได้ว่าเป็น Human Zoo รูปแบบหนึ่ง แต่บางคนก็บอกว่าไม่ใช่ ต้องมีปัจจัยครบถ้วนทั้งในเรื่องของการบังคับจิตใจ หรือมีการกระทำอะไรบางอย่าง จัดสิ่งแวดล้อมอะไรบางอย่าง ซึ่งมีการตีความอย่างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับว่ามองตรงกันหรือไม่
ตัวอย่างเช่น บางคนอาจบอกว่าการไปดูชนกลุ่มน้อยเป็น Human Zoo หรือบางคนอาจมองว่าเป็นการท่องเที่ยวที่ไปดูวิถีชีวิตธรรมดา เขาไม่ได้มีปัญหาอะไร เราไม่ได้มีส่วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเขา เขาไม่เกิดผลลบ แบบนี้ก็อาจไม่เรียกว่าเป็น Human Zoo ก็ได้ หรือบางคนอาจมองว่า ต้องมีการมองคนคนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่งที่ด้อยความเป็นศักดิ์ศรีกว่าความเป็นมนุษย์ปกติด้วย จึงจะเรียกว่า Human Zoo แล้วแต่การให้คำจำกัดความ
"ผู้ชม - การตระหนักรู้ลดลง" เชื้อไฟขับเคลื่อนอินฟลูฯ แสดงพฤติกรรมสวนสัตว์มนุษย์
ดร.ชาญ เผยว่า สิ่งที่ขับเคลื่อนให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้แสดงพฤติกรรมลักษณะ Human Zoo ต่อ “แบงค์ เลสเตอร์” คือ เขาอาจมีความคิดว่ากลุ่มเป้าหมายที่มาชมโดยปกติแล้วเป็นกลุ่มไหน ต้องการเห็นอะไร เช่น ความตลกขบขันจากการทำอะไรเปิ่น ๆ หรือการทำอะไรแปลก ๆ หรือทำอะไรที่รู้สึกว่าคนทั่วไปไม่ทำกัน มีการใช้คำพูด ใช้สถานการณ์เข้ามาประกอบ แล้วทำให้รู้สึกสนุก ซึ่งบางคนอาจชอบคอนเทนต์เหล่านี้
ดังนั้น เหล่าอินฟลูเอนเซอร์จึงต้องพยายามทำอะไรที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ชม ที่พอคนชอบแล้ว บางคนอาจแสดงความเห็นว่าให้ทำแบบนั้นแบบนี้ จากนั้นก็ทำตามความเห็นเหล่านั้นเพื่อให้ได้ใจของกลุ่มเป้าหมายหลัก หรือเขาอาจมองว่าทำแบบนี้ซ้ำซากกับคนอื่น ต้องหาอะไรใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่อชิงความได้เปรียบเหนือช่องคู่แข่ง หรือเพื่อให้คนสนใจมากขึ้น
หรือพอมีการยกระดับคอนเทนต์ขึ้น แล้วกลับมาผ่อนบ้าง คนอาจแสดงความเห็นในเชิงที่ว่า “ทำไมตอนนี้ไม่ค่อยสนุกเลย” จึงจำเป็นต้องกลับไปหาคอนเทนต์ที่คล้ายเดิม หนักกว่าเดิม หรือแปลกยิ่งกว่าเดิม เพื่อให้เกิดการแข่งขันและได้ใจผู้ชมที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย
ดร.ชาญ มองว่า ถ้าในสภาวะปกติ เชื่อว่าคนทุกคนตระหนักรู้ได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร แต่พออยู่ท่ามกลางคนหลายคน ไม่ว่าจะเป็นทีมงานของเขา หรือผู้ชม บางครั้งอาจเป็นการเสริมแรงแบบผิด ๆ ทำให้เขาเข้าใจว่าสี่งที่เขากำลังทำเป็นเรื่องปกติ และคนที่เขาให้ทำก็ดูสมัครใจ ไม่เห็นอิดออดอะไร
ซึ่งบางครั้ง การรับรู้ของ “แบงค์ เลสเตอร์” ด้วยภาวะปกติอาจไม่ได้มีการรับรู้เหมือนคนทั่วไปว่า ทำแบบนี้จะปลอดภัยหรือไม่ หรือเขาก็มีความต้องการอะไรบางอย่างที่อยากให้ตนเองได้มาทำงานในส่วนนี้มากขึ้น ตรงนี้จึงเป็นการเสริมแรงให้เหล่าอินฟลูเอนเซอร์มองว่าสามารถทำได้ ไม่เห็นเป็นอะไร มีคนชื่นชอบ
“ยิ่งคนให้โจทย์กับคนทำต่างมุ่งไปยังจุดเดียวกันทั้งคู่ คือ การตระหนักรู้ลดลง การใช้เหตุผลลดลง มีกองเชียร์ จึงมีการทำอะไรแปลก ๆ และแหวกขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นความอันตราย เมื่ออารมณ์พุ่งพล่าน คนก็จะยิ่งทำอะไรแปลก ๆ หรือยิ่งทำอะไรโดยที่ไม่ค่อยคิดมากขึ้น อาจเป็นที่มาของการทำอะไรที่หลุดไปบ้าง หรือมีความเสี่ยงอันตรายเพิ่มขึ้น” ดร.ชาญ กล่าว
Human Zoo อาจนำไปสู่การตีตราทางจิตใจ
ดร.ชาญ เผยว่า ผลกระทบที่ “แบงค์ เลสเตอร์” หรือผู้ที่เป็น Human Zoo บางครั้งอาจเป็นการมองจากคนภายนอกเข้าไป ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนอาจมีทัวร์เข้าไปดูวิถีชีวิตของชาวบ้าน วิถีชนกลุ่มน้อย ชาวเผ่าบางกลุ่ม ถ้าไม่ได้ทำอะไรแปลก ๆ และคนที่เข้าไป เข้าไปด้วยความรู้สึกทางบวก อยากไปเรียนรู้ อยากไปดูวิถีชีวิตเขาด้วยความจริงใจ ก็มองว่าเป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เขาได้รายได้จากนักท่องเที่ยว รู้สึกได้นำเสนอวัฒนธรรมหรือสิ่งที่เขาเป็นให้กับคนที่ต้องการมาเห็นวิถีชีวิต ตรงนี้จะเป็นรูปแบบหนึ่ง
แต่ถ้าเป็น Human Zoo ที่เกิดจากความจำเป็นที่ต้องแลกกับอะไรบางอย่าง หรือต้องการเติมเต็มความต้องการของใครบางคนโดยมีส่วนได้ส่วนเสีย ก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่อาจมีความเสี่ยงทางจิตใจหลาย ๆ ด้าน
เช่น ตามความคิดของคนปกติอาจรู้สึกว่าทำไมฉันต้องมาโดนเล่นอะไรแรง ๆ แบบนี้ แต่ในอีกกรณีอาจมีความคิดว่า อดทนหน่อย เดี๋ยววันหน้าก็สบาย ก็อาจมีคนคิดแบบนี้ได้ หรืออาจมองว่าทำแบบนี้แล้วมีคนยอมรับมากขึ้น อาจรู้สึกว่าสนุกดี ก็อาจเป็นการที่เขาพยายามทำในสิ่งที่ต้องทำให้เกิดการยอมรับตรงนั้นก็เป็นได้
ที่แน่ ๆ กรณีนี้เกิดความเจ็บปวดทางด้านร่างกายอยู่แล้ว หรือถ้าเป็นด้านจิตใจ เมื่อเขาโดนดุด่าต่อว่าจากการทำคอนเทนต์ เช่น โง่ ซื่อบื้อ ในระยะแรกอาจมองว่าเป็นเรื่องขำ ๆ แต่ถ้าโดนอย่างนั้นอยู่เรื่อย ๆ จะส่งผลกระทบต่อจิตใจ เขาอาจเห็นคุณค่าในตัวเองลดลง หรือเข้าใจว่าตัวเองเป็นอย่างที่คนอื่นพูดจริง ๆ หรือในทางจิตวิทยาจะเรียกว่า “Labelling” หรือ “การตีตรา”
การเยียวยาผู้รับผลกระทบ Human Zoo
ดร.ชาญ ระบุว่า ถ้าเป็นคนปกติทั่วไป การที่สามารถหลุดออกจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ บางคนก็สามารถหายได้ด้วยตัวเอง เพียงแต่อาจจะต้องการเวลา เขาอาจไปทำในสิ่งที่มีคนยอมรับเขาทางบวกมากขึ้น มีคนส่งเสริมเขาอย่างถูกวิธีมากขึ้น เขาก็อยู่กับตัวเองได้ รักตัวเองได้
แต่ถ้าอยู่แล้วยังคงรู้สึกทางลบกับตนเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า แล้วต้องย้อนกลับไปทำอะไรแบบเดิม ๆ เพื่อให้คนยอมรับ หรือมีความวิตกกังวล ความเครียด หรือมีลักษณะซึมเศร้า ก็อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา หรือจิตเวชเข้ามาช่วยเขาอีกทางหนึ่ง
หรือการสนับสนุนทางสังคม หรือ Social Support จากคนรอบตัวที่เป็นห่วงเขา ก็อาจจะช่วยให้เขาหลุดจากอาการทางลบต่าง ๆ ทั้งความไม่สบายใจ หรืออาการแพนิกได้