PPTV X CIB ครั้งแรกกับที่สุดของความร่วมมือระหว่างองค์กรสื่อและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จับมือเปิดโปง เตือนภัยทุกเคสอันตราย ไขทุกคดีอาชญกรรม ให้คุณรู้ทันอาชญากร ในรายการ UNLOCK THE CASE ทุกวันพฤหัสบดี ผ่านช่องทาง Facebook : PPTV HD 36 , YouTube : PPTV HD 36
ซึ่งในเทปแรกของรายการ เป็นการให้สัมภาษณ์แบบจัดเต็ม นอกกองบัญชาการครั้งแรกของ “บิ๊กก้อง” พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่จะมาไล่เรียงถึงปมปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์
ย้อนรอยแก๊งคอลเซ็นเตอร์
โดย “บิ๊กก้อง” เล่าย้อนประสบการณ์ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่าสมัยก่อนมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงปี 2547-2548 แต่ตอนนั้นรูปแบบจะต่างกัน ครั้งแรกจะจับพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทย อาทิ คนไต้หวันเข้ามาอยู่ในเมืองไทย แล้วโทรไปหลอกคนที่อื่น ทั้งคนจีน คนไต้หวัน ตอนนั้นเราจะรับแจ้งมาจากต่างประเทศ เขาส่งข้อมูลมา ตำรวจก็ไปไล่จับ อันนี้คือยุคแรกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งตอนนั้นคนไทยยังไม่โดนหลอก จะมีแค่คนจีน คนไต้หวันเข้ามาอยู่เมืองไทยแล้วโทรไปหลอกคนต่างประเทศ
ยุคถัดมาเริ่มมีคนไทยถูกหลอก ตอนแรกเราก็จับคนไทยที่หลอกกันและอยู่ในเมืองไทย แต่หลังๆ เริ่มจับไม่ได้ เราก็เริ่มสืบสวนใหม่ ปรากฎว่าเริ่มรู้แล้วว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งก็เริ่มเช็กเลข IP address เป็นของจีน หลังจากนั้นตนก็ได้เดินทางไปที่ประเทศจีน เพื่อไปพบตำรวจจีน เพราะสืบสวนในประเทสไม่เจอคนร้ายแล้ว ตนก็เลยเป็นตำรวจไทยคนแรกที่เดินทางไปจีน เอาข้อมูลไปให้เขาว่าเราสืบสวนพบอะไรบ้างเพื่อให้เขาสืบสวนต่อ ซึ่งก็ได้พบกับตำรวจ CID ของประเทศจีน หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน เขาประสานกลับมาว่าเจอจุดที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์อยู่ในจีนจริง
ทั้งนี้หลักการคอลเซ็นเตอร์ คือถ้าจะหลอกประเทศไหน ต้องไปตั้งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศอื่น ซึ่งสมัยก่อนจะใช้การโทรผ่าน VOIP หรือโทรผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามา หากเขาทำในไทยโทรหลอกคนไทยโอกาสโดนจับมันง่าย เลยเอาคนไทยไปอยู่เมืองจีนเพื่อให้มีคนพูดไทยได้ แล้วก็โทรมาหลอก แล้วพอเวลาตำรวจสืบสวน ถ้าไม่ประสานตำรวจจีนเราก็ไปจับไม่ได้
รู้จักต้นตำรับคอลเซ็นเตอร์
ส่วนต้นตำหรับแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น “บิ๊กก้อง” บอกว่า จากประสบการณ์เชื่อว่า ต้นตำหรับมาจากคนไต้หวัน ซึ่งสมัยก่อนที่ตนเจอในอาชญากรรมประเภทนี้คือคนไต้หวัน แต่ปัจจุบันเจ้าของหรือผู้บงการ เปลี่ยนเป็นคนจีนหมดแล้ว ซึ่งมันเป็น know how ที่เขาส่งต่อกันไป แล้วค่อยไปเปลี่ยนสตอรี่ ไปเปลี่ยนเทคโนโลยีต่างๆ ตามยุคสมัย
ซึ่งในยุคปัจจุบันเจ้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นคนจีน จะไปตั้งฐานอยู่ในพม่า ลาว กัมพูชา สำหรับหลอกประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ซึ่งเราสืบสวนรู้ IP รู้ว่าเขามาจากไหน เขาตั้งฐานอยู่ที่ไหนเรารู้ แต่ปัญหาคือเราประสานไปแล้วประเทศต้นทางไม่ทำอะไร
จุดอ่อนปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่หมดสักที
ส่วนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในยุคปัจจุบัน การที่เราเริ่มตั้งแต่จับในประเทส แล้วไปจับต่างประเทสแล้วมันได้ผล แต่หลังๆ ไม่ได้ผลเพราะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่มีเจ้าของเป็นคนจีน จะไปตั้งอยู่ในพม่า ลาว กัมพูชา หรับหลอกประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ซึ่งเราสืบสวนรู้ IP รู้ว่าเขามาจากไหน เขาตั้งฐานอยู่ที่ไหนเรารู้ แต่ปัญหาคือเราประสานไปแล้วประเทศต้นทางไม่ทำอะไร
“เราไม่สามารถบินไปหรือขับรถไป เพื่อที่จะไปจับหรือไปสืบสวนในประเทศเขาได้ เราไม่มีอำนาจ สิ่งที่เราทำได้ก็คือขอความร่วมมือ ซึ่งเราก็ขอความร่วมมือไปที่ 3 ประเทศ ซึ่งสมัยก่อนก็เคยมีการไปจับบ้าง แต่หลังๆเขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้เรา อันนี้เลยเป็นจุดอ่อนของเราที่ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถึงไม่หมด”
ยุทธการตัดแขน-ตัดขา คอลเซ็นเตอร์
ขณะที่มาตรการตัดไฟฟ้า ตัดอินเตอร์เน็ต ตัดน้ำมันที่รัฐบาลทำอยู่นั้น “บิ๊กก้อง” บอกว่า เรื่องตัดไฟ ก็น่าจะดีขึ้น ซึ่งผลโดยตรงอาจจะ 50-50 แต่ผลโดยอ้อม ตอนนี้ตัดไฟชาวบ้านเดือดร้อน เขาอาจจะบีบให้พวกนี้เลิก หรือเราอาจจะคุยกับเขาว่าให้เลิก ถ้าไม่เลิกก็จบกัน แล้วเรา sanction ทุกอย่าง แต่เป็นเรื่องที่เกินอำนาจของตน เป็นเรื่องของรัฐบาล หรือกระทรวงต่างประเทศ ต้องคิดถึงผลกระทบทั้งฝั่งเขาและฝั่งเรา
ทั้งนี้ก็เป็นความฝันของตน อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าเขารู้สึกว่าเขาไม่คุ้มที่จะเสียความเป็นเพื่อนของเรา เขาก็จะไปกวาดบ้านของเขาเอง ตนอยากให้เขาทำอย่างนั้น เขาต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเป็นเพื่อกับประเทศไทยหรือจะเป็นเพื่อนกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งหากเขากวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อย ตนว่ามันก็จะ Win Win ทั้งคู่
“มณฑลไท่กั๋ว” สวรรค์จีนเทา!
ส่วนคำถามที่หลายคนคงอยากรู้คำตอบคือ ทำไมจีนเทาถึงชอบเข้ามาที่ประเทศไทย เรื่องนี้ “บิ๊กก้อง” บอกว่า คนต่างชาติส่วนใหย่ชอบประเทศไทย ซึ่งไทยเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยว แต่อีกมุมหนึ่งมันเป็นสวรรค์ของโจรเหมือนกัน คือมันมีทุกอย่างอยากจะกินอาหารอร่อย อยากไปเที่ยว อยากจะใช้เงิน เที่ยวกลางคืน เที่ยวธรรมชาติ ซึ่งที่เมืองไทยมีหมด ซึ่งก็ต้องถามว่าถ้าเรามีเงินจำนวนหนึ่ง เราอาจจะมาใช้เงินที่ไทย หรือใช้เงินในกัมพูชา เมียนมา ลาว
“อาจจะมีความสุขที่ไทยด้วย และก็มาฟอกเงินที่นี่ด้วย มันก็มีธุรกิจอะไรให้ทำเยอะ ตนก็มองว่าพวกจีนเทาก็ชอบ และไม่ใช่แค่จีนเทา แต่ชาติอื่นๆ ที่หนีมาจากต่างประเทศก็มาหลบหนีในประเทศไทยเยอะ”
เมื่อถามว่าในอีกมุมหนึ่งอาจจะมองได้ว่าประเทศเรายังมีช่องว่างที่เขายังเข้ามาแล้วจ่ายเงินไปกับสิ่งต่างๆ ได้หรือไม่ เรื่องนี้ “บิ๊กก้อง” บอกว่า ก็คงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะประเทศไทยในเรื่องการควบคุมอาจจะยังไม่สมบูรณ์มาก ทำให้เขามีวิธีที่จะกระทำการต่างๆ เพราะระบบการป้องกันของเราอาจจะยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเทคโนโลยีอะไรต่างๆ ก็อาจจะต้องเพิ่มเรื่องพวกนี้ ซึ่งส่วนตัวก็อยากให้ประเทศไทยพัฒนาเรื่องระบบการป้องกันทุกมิติ อาทิ smart city ซึ่งสมัยใหม่เราควรต้องใช้เทคโนโลยีใช้ AI มาช่วย ซึ่งเชื่อว่าหากเราลงทุนในเรื่องเหล่านี้จะทำให้ความปลอดภัยของประชาชนและนักท่องเที่ยวดีขึ้น ก็จะนำมาสู่รายได้จากการท่องเที่ยว
แฉ! “ไทยเทา” เอาท์ซอสซิ่งธุรกิจสีเทาจำกัด
สำหรับประเด็นไทยเทา “บิ๊กก้อง” บอกว่า มีข้อมูลพอสมควรว่าเกี่ยวพันกันยังไง ซึ่งเมื่อมีอาชญากรรมที่เขาได้เงินเยอะๆ มันก็จะมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องแน่นอน ทั้งช่วยฟอกเงิน ช่วยให้งานสำเร็จ ช่วยเรื่องซิมม้า บัญชีม้า ซึ่งตอนนี้พวกนี้เป็นเหมือนธุรกิจสีดำสีเทาระดับโลก มีหลายสาขา มีหลายประเทศ แต่ละประเทศก็มีหลายสาขา แล้วตอนนี้ก็เริ่มมีบริการเอาท์ซอสซิ่ง(Outsourcing)
หากอยากได้บัญชีม้าเขาไม่ต้องมาหาเอง อาจจะมีไทยเทาเป็นเอเจนซี่ ไปหาบัญชีม้าให้ หรือบริการฟอกเงิน แปลงเงินเป็นคริปโต ก็จะมีคนรับทำเป็นเอเจนซี่ ซึ่งถ้าเราทราบเราก็จะไล่จับ ถ้าอยู่ในประเทศเราก็จะไล่จับทั้งหมด ในส่วนของตำรวจสอบสวนกลางมีการจับกุมไปหลายกรณี และยึดทรัพย์ไปแล้วเป็นหลักหมื่นล้านบาทแล้ว
เมื่อถามว่าถ้ารู้แบบนี้แล้วทำไมไม่จับคนพวกนี้เพื่อตัดตอนกระบวนการนั้น “บิ๊กก้อง” บอกว่า ส่วนใหญ่คืออยู่ที่ต่างประเทศ เราจะรู้บ้างไม่รุ้บ้าง หากอยู่ในเมืองไทยแล้วเรามีพยานหลักฐานเราจับหมด แต่ถ้าตัวหลักไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน เราประสานไปแต่เพื่อนบ้านไม่ทำ เราก็ต้องหาวิธีอื่นต่อ บางทีก็ต้องรอจังหวะหากเขาเผลอโผล่มาเมืองไทยเราก็จับหมด ทั้งคนจีน คนกัมพูชา ซึ่งต้องรอเขาเผลอถ้าเข้ามาในไทยเราก็จับ
“เหมือนเราก็หลับตาหาเขาเหมือนกัน เพราะเขาอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เราอาจจะเจอแค่ 10% ของเขา เพราะเขาไปโผล่ตรงนั้นแล้วเราไปสืบสวนต่อไม่ได้ มันก็จะทำให้เราไม่สามารถไปหาเขาได้ 100% เราอยากจะตัดให้ได้ 100% แต่มันทำไม่ได้ เราเห็นอะไร เจอเราก็จับเท่าที่เราเห็น”
ผ่าโครงสร้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ส่วนโครงสร้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน จะมีการเช่าตึกอยู่ อาทิ ตึก 25 ชั้น หรือตึก 18 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็จะแบ่งหน้าที่กัน แต่ละชั้นก็จะมีสตอรี่แตกต่างกันไป ซึ่งก็จะมีลักษณะคล้ายกับบริษัท
อย่างกรณีหลอกเป็นตำรวจปลอม หรือ “สารวัตรปอยเปต” นั้น “บิ๊กก้อง” บอกว่า จากการสอบสวนพบว่า ทีมนี้ มีการแบ่งเป็นทีม โดย ทีม A คือ ทีมโทรข่มขู่ ทีม B คือทีมปลอบ ทีม C คือเป็นทีมเชือด หลอกให้เหยื่อโอนเงิน ซึ่งทีมนี้จะมีความใกล้ชิดกับผู้บงการมากที่สุด ซึ่งจะเป็นคนหลอกเหยื่อโอนเงินให้มากที่สุด ซึ่งก็จะแบ่งกันเป็นทีมแบบนี้ แต่ละทีมก็จะมีสคริปต่างกันไป มีการจัดฉาก แต่พร็อพต่างกันไปตามสตอรี่อื่นๆ
หรือหลังๆมีสตอรี่ผสมเป็นโรแมนซ์สแกม ก่อนค่อยหลอกลงทุนก็มี ซึ่งคนไทยตกเป็นเหยื่อการหลอกลงทุนเยอะ ซึ่งจากสถิติ แม้จำนวนเคสหลอกลงทุนจะไม่เยอะ แต่ความเสียหายจากการหลอกลงทุนถือว่าเยอะที่สุด
“พวกนี้เขาคาดหวังแค่ประมาณ 1-5 % จากจำนวนที่เขาทำ แต่ถ้าเขาเข้าวินเขาก็จะทะลุเป้าเลย คนไหนมี 2 ล้านก็โดน 2 ล้าน คนไหนมี 20 ล้านก็โดน 20 ล้าน เขาก็ลองโทรไปเรื่อยเหมือนตกปลา ถ้าได้ปลาใหญ่ก็ได้เงินเยอะ และคนทำงานก็จะได้ส่วนบางด้วย”
วิวัฒนาการบัญชีม้า-ฟอกเงิน-เข้าถึงเหยื่อ!
สมัยก่อนเขาจะใช้บัญชีม้าหลาย 10 บัญชี หากเหยื่อโอนเงินปุ๊บ เขาก็จะโอนผ่านบัญชีม้าอีก 10 บัญชี แล้วค่อยไปเอาเงินสดออก แต่ปัจจุบันพอมีคริปโท หากเหยื่อโอนมาเขาจะโอนเข้าบัญชีม้า แล้วเปลี่ยนเป็นคริปโทเลย แล้วพอเป็นคริปโทก็จะไปเร็ว ตำรวจสมัยนี้ก็ต้องปรับตัว ต้องไปเรียนเรื่องการสืบสวนทางคริปโท ไปเรียนเรื่องซอฟแวร์ในการสืบสวนต่างๆ ก็ต้องปรับตัวตามคนร้ายไปเรื่อยๆ ก็ต้องไล่กันไป
นอกจากนั้นอีกอย่างที่ตนพยายามทำคือเรื่องการเข้าถึงเหยื่อ ไล่มาตั้งแต่สมัยก่อนที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์จะมีการโทรผ่าน VOIP มาจากต่างประเทศแล้วเป็นเบอร์ที่แสดงสามารถแปลงเป็นเบอร์โรงพัก เบอร์ดีเอสไอ เบอร์ศาลได้หมด อันนี้ทำให้คนหลงเชื่อ แต่เราก็ขอความร่วมมือ กสทช. กับผู้ให้บริการเครือข่าย จนระบบนี้ก็ทำงานไม่ได้แล้ว
หลังจากนั้นเราก็มารทำเรื่องเซ็ต Prefix เวลามีการโทรจากต่างประเทศจะขึ้นเครื่องหมายบวก ก็ปรากฎว่าได้ผล หลอกคนยากขึ้น พอเบอร์ขึ้นต้นด้วย +คนไทยก็ไม่ค่อยรับแล้ว
หลังจากนั้นก็เลยมีการเปลี่ยนมาสู่เทคโนโลยีซิมบ็อกซ์ ซึ่งเหมือนกับการเอาเครื่องโทรศัพท์หลายๆ เครื่อง มาตั้งอยู่ในประเทศไทย เพื่อหลีกเลี่ยง Prefix โดยต้องทำให้เหยื่อรู้สึกว่าโทรศัพท์ที่โทรหาเหยื่อคือเบอร์ในประเทศไทย เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อง่ายขึ้น แต่จริงๆแล้วคนพูดจะอยู่ต่างประเทศ แต่เอาซิมบ็อกซ์มาไว้ไทยแทน หรือเอาไว้ในพื้นที่ชายแดนที่สามารถรับสัญญาณโทรศัพย์จากประเทศไทยได้
อีกอย่างที่น่าเป็นห่วงเรื่อง wifi calling ที่จะใช้การโทรผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้เบอร์ที่โทรจากต่างประเทศ จะไม่ขึ้น Prefix ซึ่งกำลังหารือกับ กสทช.เพื่อแก้ไขในเรื่องนี้ด้วย
ยอมรับ! โดนเพจปลอมเป็นร้อย
นอกจากนั้น “บิ๊กก้อง” ยังบอกอีกว่า อีกส่วนหนึ่งของการเข้าถึงเหยื่อก็คือโซเชียลแพลตฟอร์ม ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการหลอกให้ลงทุน โดยในส่วนของเรื่องเพจปลอม ตนโดนเป็นหลายร้อยแล้ว เฉพาะตนคนเดียวนะ คือพวกนี้เพจปลอมจะมีหลายอย่าง ก็คือหน้าของตนไปใส่บ้าง บอกว่ารับแจ้งความใครโดนคอลเซ็นเตอร์หลอกให้มาแจ้งความกับเพจดังกล่าว ซึ่งพวกนี้มันใจร้ายคือหลอกคนที่ถูกหลอกซ้ำอีกทีหนึ่ง
นอกจากนั้นเพจปลอมเหล่านี้ ยังมีพวกหลอกให้ลงทุน โดยจะมีหลายเพจที่จะปลอมเป็นเจ้าสัวต่างๆ แล้วทักมาบอกว่าเขามีความลับจะบอกที่เขารวยมาได้เพราะลงทุนแบบนี้แบบนั้น ซึ่งพวกเหล่านี้จะยิงแอดโฆษณาตลอด
ทั้งนี้แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม จะให้เขายิงแอด เป็นใครก็ได้ การจะให้คนมาโฆษณาอะไรก็ตาม ควรจะต้องสกรีนมาแล้ว ไม่ใช่อ้างเป็นบริษัท อ้างเป็นธนาคาร อ้างเป็นเจ้าสัวหรือนักเทรดหุ้นอะไรต่างๆ ทั้งที่เป็นตัวปลอม แล้วจ่ายตังยิงโฆษณา ซึ่งก็ต้องขอความร่วมมือกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพราะปัญหาเรื่องการหลอกลงทุนมูลค่าความเสียหายสูงสุดในประเทศไทย ซึ่งจะมีต้นทางมาจากแพลตฟอร์มเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งตนเชื่อว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้มีเทคโนโลยีระดับโลกอยู่แล้ว ถ้าเขาเอาจริงกับเรื่องพวกนี้ตนเชื่อว่าเขาทำได้ ซึ่งเป้าหมายคือเพจปลอมทั้งการหลอกเป็นตำรวจแล้วรับแจ้งความ หรือเพจชักชวนหลอกลงทุน ควรจะต้องหมดไป
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าตำรวจยังต้องทำอีกเยอะ แต่เราก็พยายามทำทุกทางที่เราทำได้ เราพยายามคิดวิธีที่จะทำและทำไปแล้ว
รู้ทันเกมคอลเซ็นเตอร์ ดักเหลี่ยมอาชญากร
สำหรับอนาคตของการหลอกลวงโดยแก๊งคอลเซ้นเตอร์นั้น “บิ๊กก้อง” มองว่า เขามีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาเรื่อยๆ ทั้ง AI Deepfake ก็เริ่มใช้กันแล้ว การแปลงเสียงก็เริ่มใช้กันแล้ว เริ่มมีสอารี่ใหม่ๆ และยังใช้สตอรี่เดิมไปด้วย มีการแฮ็คข้อมูล มีการซื้อข้ามูล แล้วสร้างสตอรี่ตามข้อมูลที่เขาได้มาด้วย อาทิ ได้ข้อมูลคนเกษียณมา เขาก็ไปสร้างสอตรี่หลอกคนเกษียณ
ทั้งนี้ถ้าเป็นไปได้อยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะต้องช่วยกันตามเขาให้ทัน เพื่อบล็อกเขาให้ได้ เพราะการหลอกลวงหลังจากนี้เชื่อว่าจะไม่ใช่การหลอกแบบหว่านแล้ว แต่ตอนหลังเขามีข้อมูล ก็เริ่มสร้างสตอรี่หลอกตามบุคคล ว่าจะหลอกอย่างไร มีอะไรที่ชอบ รู้หมดเลยว่าจะหลอกอย่างไร
อย่างไรก็ตาม “บิ๊กก้อง” ยืนยันว่าการทำงานของตำรวจ พยายามทุกวิถีทาง แต่ความพยายามก็ยังไม่หยุด และเริ่มเห็นแสงสว่างอยู่ปลายอุโมงค์แล้ว โดยรัฐบาลลงมาช่วย ต่างประเทศเข้ามาช่วยบ้าง ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือกันคือทางออก แล้วทุกคนให้ความสำคัญ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ช่วยกันทำก็เชื่อว่าได้
และในส่วนของประชาชนอยากให้ติดตามข่าว ศึกษาให้เข้าใจว่าแผนประทุษกรรมของคนร้ายเป็นอย่างไร เพื่อจะได้รู้เท่าทันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเขา