จากกรณี 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย ตำรวจ บก.ปปป. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. และ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เข้าไปพูดคุย และขอข้อมูล เรื่องเงินถายในวัด กับพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โดยระหว่างการพูดคุย ได้มีการนำเอกสารการเงินของวัด รวมถึงสมุดบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องอีกหลายเล่ม เข้าไปร่วมทำการตรวจสอบ หลังพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยเจ้าหน้าที่ได้ทยอยเดินทางกลับ
จากนั้น พ.ต.อ.สถาปนา จุณณวัตต์ ผู้กำกับการ 6 บก.ปปป. กล่าวว่า ไม่สามารถที่จะเปิดเผยข้อมูลได้ เป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา ที่จะต้องมาชี้แจง ซึ่งหลังจากนี้ จะนำข้อมูลต่างๆกลับไปนำเรียงให้กับผู้บังคับบัญชาได้ทราบ แต่ยืนยันว่า วันนี้เป็นเพียงแค่การเข้ามาขอข้อมูลเท่านั้น
ส่วนเจ้าหน้าที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติระบุว่า เป็นเพียงการบูรณาการของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง และในการตรวจสอบเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ พระพรหมบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร แต่อย่างใด
โดยบรรยากาศที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ในระหว่างที่ 3 หน่วยงานกำลังขอข้อมูลกับทางพระพรหมบัณฑิต ได้มีชาวบ้านคนหนึ่งอาศัยอยู่หลังวัดเดินทางมาที่หน้ากุฎิเจ้าอาวาส พร้อมนำเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน และใบแจ้งความ เพื่อร้องเรียนหน้ากุฎิเจ้าอาวาสว่าเธอซื้อบ้านพร้อมที่ดิน อยู่ด้านหลังวัดมาในราคากว่า 300,000 บาท แล้ว ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ โดยอ้างว่าเจ้าอาวาสพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้ว โดยระหว่างนั้นก็ได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง พร้อมประธานชุมชนได้เข้ามาโต้แย้งผู้หญิงคนดังกล่าว ว่าสิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง เพราผู้หญิงคนดังกล่าวได้ซื้อบ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ธรณีสงฆ์ต่อจากหญิงสติไม่ดี แล้วพยายามจะบีบบังคับให้ทางวัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้ แต่ทางวัดไม่สามารถทำได้ จึงทำให้ผู้หญิงคนดังกล่าวไปแจ้งความดำเนินคดีกับทางวัด จนคดีขึ้นสู่ชั้นศาล และศาลได้มีคำพิพากษาสิ้นสุดแล้วว่าวัดเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งทุกอย่างถือว่าจบสิ้นแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ ยืนยันได้ว่าพระในวัดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการตกลงซื้อขายกันเอง ระหว่างบุคคลสองคนเพียงเท่านั้น