จากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเมื่อเวลา 09.40 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า กัมพูชาใช้ “BM-21” ยิงจรวดจากฐานยิงเขาแหลมตกใส่หลายพื้นที่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น
สำหรับการใช้ BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย โดย BM-21 นั้นเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์หลักที่สะท้อนให้เห็นถึงขีดความสามารถทางการทหารของกองทัพกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ
“BM-21” เครื่องยิงจรวดกองทัพแดงยุคสงครามเย็น
BM-21 “Grad” เป็นเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องแบบขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (Self-Propelled Multiple Rocket Launcher) ขนาดลำกล้อง 122 มม. ออกแบบโดยสหภาพโซเวียต ได้รับการพัฒนาครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษ 1960 โดย Splav State Research และ Production Enterprise ผลิตครั้งแรกในปี 1963 และถูกนำไปใช้ในการรบครั้งแรกในการปะทะชายแดนจีน-โซเวียตตามแนวแม่น้ำอุสซูรี ในเดือนมีนาคม ปี 1969
จุดเด่นของ BM-21 คือ จรวดขนาดลำกล้อง 122 มม. ที่ติดตั้งหัวรบระเบิดแรงสูงแบบกระจายตัว (High Explosive-Fragmentation) รวมถึงสามารถติดตั้งหัวรบเพลิง หรือหัวรบเคมีได้ มีระยะหวังผลที่ 20 กิโลเมตร หรือหากติดตั้งจรวดรุ่นใหม่ สามารถยิงได้ไกลขึ้นที่ 30 กิโลเมตรขึ้นไป ตัวหัวรบมีน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับประเภท
โดย BM-21 จำนวน 1 คัน สามารถติดตั้งจรวดได้สูงสุดถึง 40 ลูก ทว่ามีระดับความแม่นยำต่ำกว่าปืนใหญ่ และไม่สามารถใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความแม่นยำระดับสูงได้ เนื่องจาก BM-21 อาศัยการยิงจรวดจำนวนมากแบบกราดยิงในอัตราการโจมตีที่กำหนด
BM-21 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ระบายความร้อนด้วยน้ำกำลัง 180 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะวิ่งสูงสุด 750 กิโลเมตร และสามารถลุยข้ามคูที่ความลึกสูงสุด 1.5 เมตร
“BM-21” ไม่ได้มีแค่รุ่นเดียว
BM-21 ถูกพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ จากรุ่นดั้งเดิมที่ผลิตขึ้นในปี 1963 นับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีการพัฒนาไปแล้วกว่า 9 รุ่นด้วยกัน ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีอาวุธและสมรรถนะที่แตกต่างกันออกไป เช่น BM-21V "Grad-V" ที่ถูกพัฒนาเพื่อใช้ในหน่วยพลร่มของสหภาพโซเวียตโดยเฉพาะ โดยชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตัวถัง เช่น หลังคาผ้าใบห้องโดยสาร สามารถถอดหรือพับลง เพื่อลดขนาดระหว่างการขนส่งได้
หรือจะเป็น BM-21PD "Damba" ที่ติดตั้งฐานยิงบนตัวถังรถบรรทุก Ural-375D พัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันฐานทัพเรือจากการแทรกซึมใต้น้ำ ใช้กระสุนพิเศษ PRS-60 พร้อมเครื่องลำเลียงหัวรบ DP-62 "Damba"
นอกจากสหภาพโซเวียตแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่นำไปใช้งาน และพัฒนาต่อยอดมาใช้ในกองทัพ เช่น เบลารุส พัฒนามาเป็น BM-21A "BelGrad" ที่ปรับปรุงใหม่ พัฒนาจากตัวถังรถบรรทุก MAZ-631705 6x6 พร้อมเครื่องยนต์ดีเซล TMZ-8424 กำลัง 425 แรงม้า มีแท่นยิงจรวด 40 ลูก เริ่มเข้าประจำการในปี 2001
หรือจะเป็น PHL-81 ของจีน ที่นำมาติดตั้งบนตัวถังรถบรรทุก Hongyan CQ261 6X6 ก่อนเปลี่ยนไปใช้ตัวถัง Shaanxi SX250 ในปี 1975 และ รุ่น PHL-11 บนตัวถัง Shaanxi SX2190KA ซึ่งรุ่นนี้ไทยมีเข้าประจำการในชื่อ SR-4 ด้วย
จุดเด่น “BM-21” ทำไมยังมีประจำการถึงปัจจุบัน?
ยิงถล่มครอบคลุมพื้นที่กว้าง
BM-21 ใช้จรวดขนาด 122 มม. จำนวน 40 นัดต่อชุดยิง ซึ่งสามารถยิงออกไปได้ภายในเวลา 20 วินาทีถึง 1 นาที ทั้งหมดจะแผ่กระจายออกในลักษณะปูพรม (Area Saturation) ซึ่งเหมาะกับการโจมตีสนามเพลาะ หน่วยรบ หรือยุทโธปกรณ์ที่ตั้งกระจายตัว และทำให้ศัตรูไม่สามารถตั้งแนวป้องกันได้ทันท่วงที
มีความคล่องตัวสูง
BM-21 ถูกติดตั้งบนรถบรรทุก Ural-375D 6x6 ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้ในทุกสภาพภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทางลูกรัง ภูเขา หรือพื้นที่ป่า สามารถเข้าสู่จุดยิงและถอนตัวได้รวดเร็วภายในไม่กี่นาที เหมาะกับสงครามแบบกองโจรหรือการยิงแล้วเคลื่อนย้าย (Shoot-And-Scoot Tactic)
ระยะยิงไกลและยืดหยุ่น
จรวดมาตรฐานของ BM-21 มีระยะยิง 20-21 กิโลเมตร แต่รุ่นพัฒนาใหม่ เช่น 9M28F หรือ 9M22U สามารถยิงได้ไกลถึง 40 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกชนิดหัวรบได้หลากหลาย เช่น หัวรบระเบิดแรงสูง (HE) หัวรบลูกปราย (cluster) หัวรบจุดไฟ (incendiary) และหัวรบควัน (smoke)
กดดันศัตรูทางจิตวิทยา
เสียงจรวดจำนวนมากพุ่งออกไปพร้อมกัน คล้าย “ลูกเห็บ” ตามชื่อ “Grad” ของมันที่แปลว่าลูกเห็บในภาษารัสเซีย แม้กระสุนจะตกลงมาในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางจิตใจและความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงแก่ฝ่ายตรงข้าม แม้ในกรณีที่ไม่มีความเสียหายทางยุทธวิธีชัดเจน ก็สามารถทำลายขวัญกำลังใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้งานง่ายและค่าซ่อมบำรุงต่ำ
ระบบยิงของ BM-21 เป็นแบบกลไกง่าย ๆ ไม่พึ่งพาระบบนำวิถีหรือเรดาร์ซับซ้อน จึงเหมาะกับกองกำลังที่มีทรัพยากรจำกัด และสามารถฝึกใช้งานได้ภายในเวลาอันสั้น ขณะเดียวกัน การดูแลรักษาระบบก็ทำได้ง่าย โดยมีชิ้นส่วนอะไหล่ที่สามารถหาได้ทั่วไป