เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 29 ก.ค. 68 หยุดยิงจริงหรือ?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เกาะติดเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 6 ติดตามความเคลื่อนไหวหลังไทย-กัมพูชาตกลงหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขมีผลเที่ยงคืนที่ผ่านมา

หลังจากเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 68 ในการเจรจาที่มาเลเซีย เพื่อหารือยุติเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ผลปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขในเวลา 00.00 น. ที่ผ่านมา

จากนั้นในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 29 ก.ค. จะมีการเจรจาหารือกันระหว่างกองทัพของสองฝ่าย

ทั้งนี้ ในช่วงก่อนถึงกำหนดเวลาที่จะมีการหยุดยิง มีรายงานการปะทะของทั้งสองฝ่ายในหลายพื้นที่ จนกระทั่งหลังเวลา 00.00 น. เสียงปืนในบางพื้นที่เงียบลง

เกาะติดสถานการณ์เหตุปะทะไทย-กัมพูชา 29 ก.ค. 68 หยุดยิงจริงหรือ? AFP/MOHD RASFAN
ฮุน มาเนต (ซ้าย), อันวาร์ อิบราฮิม (กลาง) และ ภูมิธรรม เวชยชัย (ขวา)

จากนั้น เวลา 00.37 น. เพจ “กองทัพบก ทันกระแส” ยืนยันไทยทุกพื้นที่ หยุดยิงแล้ว! และต่อมาเวลา 00.40 น. วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส สายทหาร โพสต์ข้อความระบุว่า “ทบ.ยืนยันหยุดยิง ตามข้อตกลง”

หยุดยิงที่แปลว่า...?

เช้าวันที่ 29 ก.ค. 68 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากหน่วยในพื้นที่กองกำลังสุรนารี ถึงสถานการณ์เมื่อคืนช่วงกลางดึกที่ผ่านมา หลังจากมีการหยุดยิง พบว่า ในพื้นที่ภูมะเขือได้มีการถูกก่อกวนโดยฝ่ายกัมพูชา และมีการยิงปะทะตอบโต้จากทั้งสองฝ่ายจนถึงเช้า

นอกจากนี้ ในพื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยังมีการยิงปะทะกันเกิดขึ้น จนถึงเวลา 05.30 น. นอกจากนี้ทหารกัมพูชาใช้ระเบิดเปิดฉากยิงตลอดทั้งคืน

ขณะที่รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 พื้นที่ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.ศรีสะเกษ มีเสียงระเบิดในช่วงเวลา 03.00 น. และ 05.00 น.

กองทัพบกยังชี้แจงกรณีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชา เรียนว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยได้ทำการหยุดยิง บริเวณพื้นที่แนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงกำหนดเวลา ด้วยความตั้งใจจริง และยึดมั่นต่อพันธกรณีที่ได้ตกลงร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองประเทศ

แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายไทยยังคงตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้มีการใช้อาวุธโจมตีเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยอยู่หลายจุด ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างจงใจ เจตนาทำลายระบบความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน กองทัพบกจึงขอประณามต่อการกระทำดังกล่าว

ฝ่ายไทยจำเป็นจะต้องใช้มาตราการโต้กลับอย่างเหมาะสม  ภายใต้สิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเอง ยืนยันฝ่ายไทยไม่ได้ใช้กำลังทหารเพื่อรุกราน แต่เพื่อป้องกันการรุกล้ำและรักษาอธิปไตยของชาติ ภายใต้กฎกติกาสากล

ฮุน มาเนต โพสต์คุยเล่นเรื่องย้อมผม

ทั้งนี้ ขณะที่มีรายงานว่าการปะทะยังดำเนินอยู่ ในเวลา 06.50 น. ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กลับโพสต์ข้อความ ระบุว่า “ขอคุยเล่นหน่อย เพราะแนวหน้าเริ่มผ่อนคลายลงหลังการหยุดยิงตั้งแต่เที่ยงคืนเมื่อคืนนี้ ตามเจตนารมณ์ของข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทยในการประชุมพิเศษที่มาเลเซียเมื่อวานนี้”

“เมื่อคืนนี้ ผู้ช่วยคนหนึ่งส่งข้อความมาบอกว่า เขาเห็นว่าผมดูแก่ขึ้น 5 ปีใน 5 วันเพราะหน้าซีดและผมหงอกเยอะ อีกคนแนะนำว่าควรย้อมผมเพื่อไม่ให้ดูแก่เกินไป ทำให้ตอนนี้ผมไม่รู้สึกแบบเดิมกับสีผมของตัวเองเลย”

“อารมณ์ทั้งหมดของผมในเวลานี้ผูกติดอยู่กับภารกิจสำคัญบางอย่าง คือการติดตามสถานการณ์ในแนวหน้าและการตัดสินใจสนับสนุนกองกำลังของเราในการสู้รบเพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน การจัดทำนโยบายเพื่อทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเหมาะสม การแก้ไขปัญหาสวัสดิภาพของทหารผ่านศึกหลายแสนนาย การแก้ไขปัญหาแรงงานที่เดินทางกลับจากประเทศไทยในฐานะผู้ลี้ภัย ฯลฯ”

“ประเด็นสำคัญสำหรับผมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า คือ การหาทางออกเพื่อยุติการสู้รบโดยเร็วที่สุด เพื่อรักษาชีวิตของทั้งทหารและพลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สู้รบ เพื่อไม่ให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเพิ่มขึ้น ยิ่งการสู้รบยุติลงเร็วเท่าไหร่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ผู้ลี้ภัย ก็จะสามารถกลับบ้านและทำงานหาเลี้ยงชีพได้เร็วเท่านั้น”

“ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่ประเทศชาติและประชาชนกำลังเผชิญอยู่นี้ ผมดูแก่ไปบ้างเพราะผมหงอก และถึงแม้จะดูแก่ไปบ้าง ดูอ่อนแอลงกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนเล็กน้อย แต่พลังในการรับมือกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้ายังคงแข็งแกร่ง”

“รอให้ปัญหาทั้งหมดคลี่คลายลงก่อน แล้วกองทัพกับประชาชนจะมีความสุข ประเทศชาติกลับมาสงบสุขอีกครั้ง รอถึงตอนนั้นค่อยย้อมผมดีกว่า”

เลื่อนประชุมกองทัพไทย-กัมพูชา

เวลา 07.50 น. มีรายงานว่า การประชุมหารือระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา หรือ RBC เลื่อนออกไปเป็นเวลา 10.00 น. ที่ช่องจอม เหตุต้องรอสำรวจผลการสู้รบเช้านี้ก่อน โดยมี แม่ทัพภาค 1 และ 2 ของไทยเจรจา ร่วมกับ พลโทโปวเฮง แลพแอกซอมโอน ของกองทัพกัมพูชา

เวลา 08.40 น. “วาสนา นาน่วม” ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร มีรายงานว่า กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง แฉทหารกัมพูชายิงปืนใหญ่ใส่ทหารไทย เนินโนเนม พื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี

ล่าสุดเมื่อ 09.50 น. ผู้บัญชาการกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังนัดหมายพบปะไม่ได้ เลื่อนการประชุมออกไปอีกโดยยังไม่มีการระบุเวลา

กัมพูชายันหยุดยิงแล้ว

เวลาประมาณ 08.00 น. พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงข่าวประจำวัน ระบุว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทยนั้น ได้รับการเคารพอย่างเต็มที่ในพื้นที่ โดยไม่มีเสียงปืนดังขึ้นตามแนวชายแดนนับตั้งแต่หลังเที่ยงคืน

มาลี โสเจียตา ยืนยันว่า กองกำลังทั้งกัมพูชาและไทยได้ยุติการสู้รบตามกำหนดการ หลังจากบรรลุข้อตกลงหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไขในการประชุมฉุกเฉินที่ประเทศมาเลเซีย

มาลี โสเจียตา กล่าวว่า “หลังจากเส้นตายกำหนดเงลาสำหรับการหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข กองทัพของทั้งกัมพูชาและไทยได้หยุดการยิงตามที่ตกลงกันในการประชุมพิเศษที่จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย”

เธอย้ำว่า ภายใต้เงื่อนไขของการหยุดยิง กองกำลังจากทั้งสองฝ่ายจะต้องคงอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายใด ๆ ขณะเดียวกันก็กำลังจัดตั้งคณะทำงานทวิภาคีเพื่อเริ่มต้นการเจรจา

“กองทัพของทั้งกัมพูชาและไทยต้องปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนี้ งดเว้นการเคลื่อนกำลังพลใด ๆ และคงประจำการอยู่ที่ตำแหน่งปัจจุบันหลังจากข้อตกลงเสร็จสิ้น จะมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือกัน” เธอเสริม

กองทัพไทยย้ำ! ใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

เวบา 09.10 น. พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษก กองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า กองทัพไทย ได้รับการยืนยันว่ายืนยันว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด หยุดยิงทุกพื้นที่ทันทีที่ถึงกำหนดเวลา โดยยึดมั่นในคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันให้ไว้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหลังจากกำหนดหยุดยิง ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในหลายจุด ถือเป็นการกระทำที่ จงใจละเมิดข้อตกลง และ บ่อนทำลายความเชื่อมั่น ที่ควรมีต่อกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน

กองทัพไทย ขอประณามพฤติกรรมดังกล่าวของฝ่ายกัมพูชา และขอยืนยันว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการโต้กลับ ภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยมิได้ใช้กำลังเพื่อรุกราน แต่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน

สื่อนอกพาดหัว “สถานการณ์ไทย-กัมพูชาสงบ”

10.30 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุม ครม. กล่าวถึงกรณีที่ไทย-กัมพูชา มีการเจรจาหยุดยิงตั้งแต่เวลา 00.00 น. ที่ผ่านมา แต่พบว่าช่วงเช้ายังมีการปะทะเป็นระยะ

โดยยอมรับว่า ยังมีอะไรที่ยังสื่อสารกันไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากมีการอยู่ตลอดทั้งแนวแนวชาย 800 กิโลเมตร ซึ่งแต่เดิมพูดคุยกันว่าจะหยุดยิงกันในเวลา 18.00 น. แต่ขยายมาเป็น 24.00 น.

ทั้งนี้ กองทัพไทยค่อนข้างมีวินัย แต่ฝั่งกัมพูชาถ้าเขาไม่มีความตั้งใจ ก็เป็นเพราะทหารไม่มีวินัย เราก็ทำหน้าที่ของเราอย่างถูกต้อง และในอนาคตจะต้องคุยกันต่อไป

โดยวันนี้เวลา 10.00 น. แม่ทัพภาคของทั้ง 2 ประเทศจะหารือกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกัน และหลังจากพูดคุยก็น่าจะหยุดหยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นายภูมิธรรมกล่าวว่า ตนไม่อยากให้ประชาชนไม่สบายใจ ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นเราเป็นฝ่ายที่ยึดมั่นในข้อตกลง และสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์บางจุด เพราะทหารกัมพูชาไม่มีวินัย ยิงปืนเล็กมาเราก็ยิงปืนเล็กกลับ แต่ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์สงบอยู่ แต่ไม่ได้มีการยกระดับ

ขอให้รอดูการหารือในเวลา 10.00 น. ว่าจะเป็นอย่างไร ขณะนี้มีการมอบอำนาจชัดเจน ให้ทางแม่ทัพภาคเป็นผู้หารือ เนื่องจากอยู่ในส่วนปฎิบัติหน้าที่ตอนหน้า แต่เราประสานงานกันตลอด

นอกจากนี้ เมื่อสักครู่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้โทรศัพท์หาตน ซึ่งตนจะประสานให้มีการโทรกลับไปคุย

หลังการสัมภาษณ์ดังกล่าว ปรากฏว่า สื่อระดับโลกอย่างรอยเตอร์จับประเด็นและพาดหัวว่า “ชายแดนไทย-กัมพูชาสถานการณ์สงบ” และไม่ได้กล่าวถึงเหตุปะทะที่เกิดขึ้นช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ค. จนทำให้เกิดความกังวลว่า นานาชาติจะเข้าใจว่า สถานการณ์สงบ ไม่มีการยิงแล้ว หรือไม่?

แม่ทัพสองฝ่ายพบกันแล้ว!

11.20 น. มีรายงานว่า แม่ทัพภาค 1 และ 2 ของไทย ได้พบกับผู้บัญชาการฝั่งกัมพูชาแล้ว

11.30 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล 29 กรกฎาคม 2568 ยืนยันสถานการณ์ไทยกัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งแต่ 24.00 (28 ก.ค. 68) ที่ผ่านมาได้มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหลายจุด โดยระบุถึงเหตุผลที่ต้องรอจนถึงขณะนี้เนื่องจากหน้าพื้นที่ กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 จะสรุปสถานการณ์รายละเอียด ว่ามีการละเมิดในจุดไหนแบบใดและพยานหลักฐานเช่นไรบ้าง และให้กองทัพบกพิจารณาการเลื่อนประชุงกองทัพไทยและกัมพูชา 
ตอนนี้มีการรายงานจากสภาความมั่นคงได้รายงานว่ามีการโจมตี IO จากเขมร 2-3 วันมานี้ไทยถูกโจมตีไซเบอร์เขมร มากกว่า 5ร้อยล้านครั้ง ทั้งIOและอวตารซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เปลี่ยนภารกิจหลอกลวงมา เป็นภารกิจยุยงให้คนไทยทะเลาะกันเอง ขอให้ช่วยกันตอบโต้ IO วันละ 3 ไลท์ และ 3 ข้อความในการแก้ปัญหา

รวบสายลับ "เขมร" พบหลักฐานเป็นทหารยศร้อยโท หน่วยข่าวกรองกัมพูชาสอดแนม แจ้งพิกัดความเคลื่อนไหวทหารไทย ชายแดนจันทบุรี-ตราด

เมื่อวันที่ 29 ก.ค.68 รายงานข่าวจากหน่วยความมั่นคงทางทหารจันทบุรี-ตราด เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ทหาร หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน จังหวัดจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้ทำการเชิญตัว MR.OEUN KHOEM (นายคึม เอือน)อายุ 43 ปี สัญชาติกัมพูชา ที่ถือวีซ่า NON-LA เดินทางเข้ามาเมื่อ 12 MAR 2025  วันที่การนุญาติสิ้นสุด 11 MAR 2027 

แจ้งที่พักอาศัย 301/1 ม.1 ต.ทับไทร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี มาทำการตรวจสอบที่ฝ่ายสืบสวนสภ.โป่งน้ำร้อน โดยมีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดจันทบุรี และ กองกำกับการสืบสวน ภูธรจังหวัด จันทบุรี ร่วมตรวจสอบและสอบปากคำ

เนื่องจากจาก เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.นย.จันทบุรี ได้สืบทราบว่า นาย OEUN KHOEM ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับทหารกัมพูชา 

เนื่องจากได้โพสต์ข้อความใน FB พร้อมภาพถ่ายว่า “THAILAND ATTACKS FIRST CAMBODIA DEFEDS” และพบชุดเครื่องแบบทหารกัมพูชาในรถยนต์กระบะยี่ห้อมาสด้า หมายเลขทะเบียน กล 2141 จันทบุรี และที่บ้านพักที่  นายOEUN KHOEM อาศัยอยู่

โดยจากการตรวจสอบสวนเบื้องต้นของทางเจ้าหน้าที่ พบว่าหนังสือเดินทางและวีซ่ายังไม่หมดอายุ และจะส่ง โทรศัพท์มือถือให้ผู้เชี่ยวชาญ ทำการตรวจสอบข้อมูลในทั้งหมด ทำการสอบสวนเพิ่มเติม

กระทั้ง ให้การรับสารภาพว่าเป็นทหารหน่วยข่าวของกองทัพกัมพูชา ยศร.ท.คึม เอือน หมายเลขประจำตัว 157625 เข้ามาสอดแนมหาข่าว ความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ทหารฝั่งประเทศไทย แล้วส่งไปยังกองทัพกัมพูชา ใช้ในการสู้รบกับทหารไทย

ข้อตกลงหยุดยิง หยุดเคลื่อนย้าย หยุกเสริมกำลัง กองทัพไทย-กัมพูชา 

12.45 น.  ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 3 พื้นที่ เห็นชอบร่วมกันให้หยุดยิง ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง ระหว่างรอการประชุม GBC ในวันที่ 4 ส.ค. 68 นี้ โดยพลตรี วินธัย  สุวารี โฆษก ทบ. เปิดเผยผลการประชุมหารือของผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ที่จัดขึ้นในวันนี้ (29 ก.ค.68) เมื่อเวลา 10.00 น. ทั้ง 3 พื้นที่ ดังนี้

  • การประชุมหารือระหว่าง กองทัพภาคที่ 1 กับ ภูมิภาคทหารที่ 5 (ฝ่ายกัมพูชา) จัดขึ้นที่ จุดผ่านแดนถาวรคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว นำโดย แม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบในการให้งดเคลื่อนไหวกำลังเพื่อหลีกเลี่ยงความหวาดระแวง ระหว่างรอผลการประชุม GBC วันที่ 4 ส.ค. 68 และให้ผู้นำแต่ละระดับสามารถติดต่อกันโดยตรงได้เมื่อมีเหตุจำเป็น
  • การประชุมหารือระหว่าง กองทัพภาคที่ 2 กับ ภูมิภาคทหารที่ 4 (ฝ่ายกัมพูชา) จัดขึ้นที่จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ นำโดย แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีประเด็นในการหารือ ได้แก่ การยุติการยิงโดยทันที การห้ามใช้กำลังหรืออาวุธต่อประชาชน การงดเสริมกำลังและห้ามเคลื่อนย้ายกำลังในลักษณะที่อาจสร้างความเข้าใจผิด ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกัน พร้อมจัดตั้งชุดประสานงานระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
  • การประชุมหารือระหว่าง กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) กับ ภูมิภาคทหารที่ 3 (ฝ่ายกัมพูชา) ที่จัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ นำโดย ผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด มีผลสรุปการประชุมที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1

โฆษก ทบ. ยังได้กล่าวอีกว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนล่าสุดตั้งแต่ก่อนช่วงการประชุมทั้ง 3 พื้นที่ ได้มีการหยุดยิงตลอดแนวเป็นที่เรียบร้อย 

นอกจากนี้จากการหารือ ระหว่าง พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย กับ พลเอก โปว เฮง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา ได้ข้อสรุปสำคัญเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียด โดยมีประเด็นหลักที่ตกลงร่วมกัน 7 ข้อ ดังนี้:

  • หยุดยิงเด็ดขาด: ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะหยุดยิงในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง เพื่อยุติการปะทะและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งกำลังพลและประชาชน.
  • คุ้มครองประชาชน: มีการเน้นย้ำถึงมาตรการคุ้มครองพลเรือน โดยจะไม่มีการยิงโจมตีหรือดำเนินการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน.
  • งดการเสริมกำลัง: ห้ามมิให้มีการนำกำลังทหารหรือยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมเข้าไปในพื้นที่พิพาท เพื่อป้องกันการยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์.
  • ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง: ตกลงว่าจะไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลภายในพื้นที่ชายแดนที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเพิ่มความตึงเครียด ซึ่งจะช่วยรักษาสภาพพื้นที่ให้คงที่.
  • อำนวยความสะดวกการส่งกลับ: ทั้งสองฝ่ายจะให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงมนุษยธรรมและบรรเทาความเดือดร้อน.
  • จัดตั้งชุดประสานงานเฉพาะกิจ: เพื่อให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงมีการจัดตั้งคณะทำงานประสานงาน ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายละ 4 คน ทำหน้าที่ในการสื่อสารและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า.
  • รอผลการประชุม GBC (General Border Committee): ข้อตกลงทั้งหมดที่ได้จากการหารือระดับแม่ทัพนี้จะถูกนำเสนอและพิจารณาอีกครั้งในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งเป็นการประชุมระดับสูงระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่กำหนดไว้ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 เพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการรับรองและมีผลบังคับใช้ในระดับนโยบายของทั้งสองประเทศต่อไป

"ภูมิธรรม" เดือด! เขมรผิดคำมั่นหยุดยิง รัฐบาลไทยจ่อแจ้ง อาเซียน-จีน-สหรัฐฯ เอาผิดพฤติกรรมไม่จริงใจ  

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา พร้อมย้ำความจริงใจและความพยายามอย่างถึงที่สุดในการยุติความรุนแรงโดยเร็ว

รัฐบาลไทยระบุว่า ได้ดำเนินการเจรจาและบรรลุข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชน ความมั่นคงของประเทศ ชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนและทหารไทยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อคืนสันติภาพให้แก่ทั้งสองประเทศตามความคาดหวังของประชาคมโลก

อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กองกำลังกัมพูชาได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ใช้อาวุธยิงโจมตีกำลังของฝ่ายไทยในหลายพื้นที่ ทำให้ทหารไทยจำเป็นต้องตอบโต้กลับอย่างเด็ดขาดและเหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยและชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์

รัฐบาลไทยได้ดำเนินการประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังประธานอาเซียน สหรัฐอเมริกา และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นสักขีพยานในการเจรจาหยุดยิง เพื่อให้รับทราบถึงพฤติกรรมอันไม่ซื่อตรงและขาดความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา

ขณะนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้ทุกเหล่าทัพตรึงกำลังในพื้นที่อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ดินแดนไทยถูกรุกล้ำไม่ว่ากรณีใด

ในช่วงสายของวันนี้ (29 ก.ค.68) ได้มีการพูดคุยระหว่างแม่ทัพภาคของทั้งสองประเทศ เพื่อหารือแนวทางการคลี่คลายสถานการณ์ และเตรียมเข้าสู่กระบวนการเจรจาในระดับสูงต่อไป ตามที่ได้ตกลงร่วมกันไว้ เพื่อยุติความรุนแรงและหลีกเลี่ยงการสูญเสียเพิ่มเติมทั้งในส่วนของพลเรือนและทหาร

รัฐบาลไทยยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยยึดมั่นในหลักสากล หลักมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ ซึ่งจะเป็นหลักฐานสำคัญต่อสายตานานาประเทศ ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและความชอบธรรมของฝ่ายไทยในกระบวนการระหว่างประเทศต่อไป

ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์จากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดูแลผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการอพยพประชาชนกลับภูมิลำเนา ซึ่งขอให้รอผลยืนยันจากรัฐบาลก่อนดำเนินการใด ๆ พร้อมยืนยันว่าศูนย์อพยพจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

รัฐบาลขอสดุดีวีรกรรมของทหารกล้าที่เสียสละชีวิตและเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนอย่างกล้าหาญ

ท้ายที่สุด รัฐบาลไทยขอให้ประชาชนอย่าตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง หรือเกมการเมืองของกัมพูชา ที่มีเจตนาสร้างความแตกแยกภายในประเทศไทย พร้อมยืนยันว่าทีมประเทศไทยจะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดกำลัง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนทุกคน

เตือนประชาชนชะลอการกลับบ้าน

ศูนย์เฉพาะกิจบริการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนด้านกัมพูชา 7 จังหวัด ให้เตือนประชาชนว่า ชะลอการเดินทางกลับเข้าที่พัก เนื่องจากสถานการณ์อาจยังไม่ปลอดภัย

โดยเอกสารระบุว่า “ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากเวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 ก.ค. 2568 ยังมีเหตุการณ์ยิงปะทะตามแนวชายไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง”

“ในคราวประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ครั้งที่ 22/2568 วันที่ 29 ก.ค. 2568 มีมติให้กระทรวงมหาดไทยแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนด้านกัมพูชา สร้างการรับรู้ให้ประชาชนผู้อพยพในศูนย์พักพิงชั่วคราวชะลอการกลับเข้าที่พักอาศัย จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากฝ่ายความมั่นคง”

ทหารไทยล้อมลวดหนาม “ปราสาทตาเมือนธม” เรียบร้อยแล้ว ไม่มีทหารเขมรขึ้นมาตัวปราสาท

วันที่ 29 ก.ค. 2568 พื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณ “ปราสาทตาเมือนธม” ต.บ้านจารย์ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระบุว่า ขณะนี้ทหารไทยได้วางแนวลวดหนามล้อมพื้นที่ตัวปราสาทตาเมือนธมเรียบร้อยแล้ว เพื่อควบคุมความปลอดภัยและรักษาอธิปไตยในเขตแดน

การวางแนวลวดหนามดังกล่าวเป็นไปอย่างสงบและเป็นระเบียบ โดยไม่มีการปะทะหรือเผชิญหน้ากับฝ่ายกัมพูชา ขณะที่รายงานยืนยันว่าไม่มีทหารกัมพูชาขึ้นมาตัวปราสาทในช่วงเวลานี้

ทั้งนี้ ปราสาทตาเมือนธม ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์และแหล่งโบราณสถานสำคัญติดแนวชายแดน ซึ่งมีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสองประเทศ 

ทบ.เผยกัมพูชายิงปืนเล็กขว้างระเบิดใส่ฐานทหารไทยที่ภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ

เมื่อเวลา 22.20 น. พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกเปิดเผยถึงกรณีกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและมีการปะทะในพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี และภูมะเขือ จ.ศรีสะเกษ ว่า จากการตรวจสอบขั้นต้นมีปะทะที่ภูมะเขือมีปืนเล็กกับระเบิดขว้าง เข้ามาที่ฐานของไทย ประมาณ 30 นาทีที่ผ่านมา รวมถึงพื้นที่ช่องบก2  ทหารกัมพูชาได้ยิง ปืนเล็ก ยังไม่มีอาวุธใหญ่ ส่วนที่อื่นยังไม่ยืนยัน 

กองทัพอากาศแจง “ข่าวโดรนโจมตี” กองบิน 21 ไม่เป็นความจริง

กองทัพอากาศออกแถลงการณ์ยืนยันว่า กรณีมีข่าวว่ากองบิน 21 ถูกฝูงโดรนโจมตีนั้น ไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ มีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการบางส่วน ทั้งนี้ขอให้ประชาชนติดตามข่าวจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และ อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่อาจสร้างความตื่นตระหนก

 

ฮุน เซน ขอบคุณ ทรัมป์

วันที่ 29 ก.ค. เมื่อเวลา 01.30 น. สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกัมพูชา โดยระบุว่า “ความสำเร็จของความคิดริเริ่มอันโดดเด่นของท่านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นจากสงครามกัมพูชา-ไทย”

“ก่อนอื่น ผมขอแสดงความขอบคุณต่อท่านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านในการสร้างโอกาสการหยุดยิงและสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย”

“ความคิดริเริ่มนี้ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ได้ช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วนทั้งในกัมพูชาและไทย ผมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ที่ได้ช่วยจัดเตรียมสถานที่ประชุมและอำนวยความสะดวกให้กับข้อตกลงหยุดยิงนี้ ข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพนี้กำลังก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกและได้ผล”

“ผมขอแสดงความขอบคุณต่อมิตรสหายชาวจีนของเราสำหรับการสนับสนุน รวมถึงประเทศมิตรทุกประเทศที่ได้ให้การรับรองข้อตกลงหยุดยิงนี้ ผมขอขอบคุณประชาชนกัมพูชาและไทย รวมถึงกองกำลังทหารของทั้งสองประเทศสำหรับการสนับสนุนอย่างมั่นคงต่อกระบวนการสันติภาพนี้”

กราบหัวใจ! เหล่าทหารกล้า ร.31 ยอมแลกถวายชีวิต ยืนหยัดรักษาปราสาทตาควาย!

ท่ามกลางคืนสุดท้ายของการเจรจาไทย-กัมพูชา ขีดเส้น 24.00 น. ของเมื่อคืน(28 ก.ค.68) ล่าสุดเพจ ข่าวทหาร เผย ทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31) ยอมแลก 5 นาทีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายหยุดยิง ยืนประจันหน้ากับผู้รุกราน เพื่อปกป้องผืนพื้นแผ่นดินไทย แบบถวายชีวิตได้มาด้วยชัยชนะเหนือ ปราสาทตาควาย “ยอมตาย ดีกว่าเป็นทาส” คือคำสัตย์จากเหล่าทหารกล้าแห่ง กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จบรมชนกาธิเบศร พระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ตามรายงาน 00:20 น. ทหารไทยสามารถยึดประสาทตาควายคืนได้แล้วโดย ทหาร ร.31 ลุกออกจากบังเกอร์ลุยต่อหน้าข้าศึก พร้อมตะโกนลั้น กู ร.31 ขอแลก ตีกำลังพลเข้ายึด!ทำให้กำลังพลบาดเจ็บพอสมควร

ชื่อเต็ม ร.31 คือ กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์

กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ มีชื่อเต็มว่า กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นหน่วยทหารของกองทัพบกไทย รักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีที่ตั้งหน่วยอยู่ที่ 120 หมู่ 5 บ้านหนองแขม ถนนพิชัยดาบหัก ตำบลถนนใหญ่ อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ยืนแลก จนวินาทีสุดท้าย กราบใจ ร.31 จนได้ชัยชนะที่ตาควาย

วีรกรรมของพวกท่าน จะเป็นตำนานให้ลูกหลานสืบไป ขอบคุณทหารทุกนาย ที่รวมรบ จากหัวใจคนไทยทุกคน ..ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด. วีรกรรมสมรภูมิปราสาทตาควาย จะเป็นตำนานเล่าขานสืบไปในภายหน้าไปตลอดกาลนาน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ