22 สิงหาคม หลังแถลงผลการประชุม RBC พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยระบุว่า กองทัพภาคที่ 1 ใช้แผนที่ 1:50,000 เช่นเดียวกับกองทัพภาคที่ 2 แต่ลักษณะพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะกองทัพภาคที่ 2 มีลักษณะภูมิประเทศเด่นชัด เป็นแนวเทือกเขาพนมดงรัก บางจุดเป็นหน้าผา เป็นป่าเขาต่างกับพื้นที่ภาคที่ 1 ซึ่งเต็มไปด้วยชุมชนขนาดใหญ่ของทั้งสองฝั่ง ลักษณะดินต่อดิน ยกเว้นบางช่วงที่อาจเป็นแนวคลอง
ยืนยันว่าตลอดแนวหลักเขตตั้งแต่ 28 - 51 กำลังพลกองทัพภาคที่ 1 สามารถดูแลได้ทั้งหมด พร้อมได้ภาพสดจากกล้องและโดรน ให้สื่อมวลชนได้เห็นถึงกำลังพลที่รักษาหลักเขตทั้งหมด
พลโทอมฤต ยอมรับว่า ยังมีบางหลักเขตที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับ จึงเป็นที่มาของ MOU 43 ที่ทำไว้ระหว่าง 2 รัฐบาล ซึ่งได้รับความยินยอมจากทั้งสองประเทศตรงกันว่า ในจุดที่ตกลงไม่ได้ห้ามดำเนินการเปลี่ยนแปลงใดๆ จนกว่าการปักปันเขตแดนจะสำเร็จ
สำหรับการปฎิบัติในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 หลังเกิดความตึงเครียดในพื้นที่ภาคที่ 2 พลโท อมฤต กล่าวว่า ฝ่ายกัมพูชาเริ่มยั่วยุตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2568 นับตั้งแต่มาร้องเพลงชาติที่ประสาทตาเมืองธม เหตุการณ์ปะทะที่ช่องบก และการวางทุ่นระเบิด เหตุการณ์ความรุนแรงยกระดับมากยิ่งขึ้น จนมีการปฏิบัติการทางทหาร ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในส่วนกองทัพภาคที่ 1 มีการเคลื่อนย้ายกำลังครบทุกหน่วย ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 และเข้าปฏิบัติพื้นที่เป้าหมายในช่วงเช้าของ วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 โดยไม่มีการโต้ตอบจากฝ่ายตรงข้าม เป็นเพราะกำลังรบของกองทัพภาคที่ 1 สูงกว่า
นอกจากนี้สิ่งที่คำนึงถึงตลอดคือ หากมีการเปิดพื้นที่รบเพิ่ม จากพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ก็จะกลายเป็นการประกาศสงคราม และหากเป็นสงคราม จะมีความวุ่นวายตามมาอีกมากมาย ทั้งการระดมสรรพกำลัง การควบคุมต่างๆ ที่สำคัญคือประชาชนจะเดือดร้อนหมด เช่นในพื้นที่ภาคอีสาน จะต้องมีการอพยพประชาชนนับ 100,000 คน แต่ในพื้นที่ภาคตะวันออกก็ต้องอพยพแต่ไม่มากเท่า ดังนั้นกองทัพภาคที่ 1 ต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน แต่ในส่วนนี้ประชาชนที่อยู่ตอนใน หรือคนในกรุงเทพฯ อาจไม่เข้าใจ
“ยืนยันว่า การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 1 ช่วยยับยั้งการไปเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2”
แม่ทัพภาคที่ 1 ยังกล่าวถึงการปฎิบัติต่อพื้นที่ บ้านหนองจาน ที่กำลังเป็นข่าวในขณะนี้ ว่า ได้ผลักดันกำลังทหารกัมพูชาออกจากชุมชน โดยไม่มีการปะทะ หลังจากนั้นจึงมีการวางแนวลวดหนามเพื่อควบคุมพื้นที่ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามกลับเข้ามา ยืนยันว่าการวางแนวลวดหนามเป็นหลักการรบ ป้องกันตนเอง ไม่ใช่หลักเขตแดนตามที่เป็นข่าว
และบ้านหนองจาน อยู่ระหว่างหลักเขตที่ 46 และ 47 ไม่มีหมุดหลักเขต เป็นพื้นที่ราบ จึงวางลวดหนามเพื่อป้องกันตนเอง และยืนยันว่าระหว่างปฏิบัติการ ชาวกัมพูชาไม่ได้อพยพออกไปจากชุมชน
นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ยังกล่าวถึงด่านชายแดนว่า กองทัพภาคที่ 1 ดูแลเฉพาะด่านในพื้นที่จังหวัดสระแก้วเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับจันทบุรีและตราด และได้ปิดด่านก่อนที่จะมีการปะทะที่กองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นไปตามยุทธวิธีของ ศอ.ปชด. เพื่อปราบปรามยาเสพติด และสแกมเมอร์ แม่ทัพภาคที่ 1 ชี้ว่า การปิดด่านชายแดน เป็นการลดทอนขีดความสามารถ และปิดเส้นทางทางการเงินของสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นทุนหลักให้กับทหารกัมพูชา ทำให้ฝั่งกัมพูชาขาดกำลังบำรุง ตนถือว่าการปฏิบัติในส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ นอกจากหลักยุทธการและยุทธวิธี ที่ได้คำนึงอย่างรอบคอบตลอดมา ในการดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1
“กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันในศักดิ์ศรีการรักษาประชาธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนและทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกองทัพภาคที่ 1”