วันที่ 25 ส.ค. 68 เวลา 09.30 น. นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พาผู้เสียหายซึ่งเป็นอดีตลูกศิษย์และเคยถวายเงินสดให้วัดพระบาทน้ำพุไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท เข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับวัดพระบาทน้ำพุและพระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต ติกฺขปญฺโญ) หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่ออลงกต” อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ
การเข้าแจ้งความครั้งนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่มีความประสงค์จะขอตรวจสอบการใช้จ่ายเงินบริจาคของวัด แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้เกิดความสงสัยในความโปร่งใสและพฤติกรรมการบริหารจัดการเงินของวัด
นางสาววรัชญากรณ์ อ่อนธรรม หรือ หนึ่ง บางปู ผู้เสียหาย ได้นำหลักฐานซึ่งเป็นภาพการบริจาคเงินสด และสิ่งของ ให้กับหลวงพ่ออลงกตเข้าแจ้งความกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม
นางสาววรัชญากรณ์เปิดเผยว่า รู้จักวัดพระบาทน้ำพุจากภาพที่ปรากฏในสื่อมวลชนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยเห็นว่าหลวงพ่ออลงกตมีความตั้งใจที่จะช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์ จึงทำให้เกิดความศรัทธา ที่ผ่านมาได้มีการบริจาคเงินสดหลายครั้ง รวมประมาณ 5 ล้านบาท และยังมีสิ่งของอุปโภคบริโภคอีกจำนวนมาก ซึ่งทุกครั้งตัวเองไม่เคยขอใบอนุโมทนาบัตรเพราะศรัทธาและเชื่อถือหลวงพ่ออลงกต
แต่เมื่อได้มาเห็นข่าวว่าอดีตหลวงพ่อวัดพระบาทน้ำพุมีพฤติการณ์ที่น่าสงสัยหลายอย่างจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพราะรู้สึกเสียใจและ ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน นางสาววรัชญากรณ์ยังตั้งข้อสังเกตการรับบริจาคของวัดว่า ที่ผ่านมา รูปแบบคือจะมีการโอนเงินผ่านเข้ามูลนิธิใจฟ้าประชานาถ ก่อนที่จะถูกโอนต่อไปไปยังบุคคลอื่น
นอกจากนี้ ยังพบว่าหลวงพ่อได้ทำแอปพลิเคชันมูลค่าหลายล้านบาท โดยประสานตัวเองช่วยทำการตลาด ขายสินค้าเครื่องสำอาง ยาสีฟัน ของอุปโภคบริโภค อ้างว่าเป็นการช่วยกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่จังหวัดนครราชสีมาและนำเงินไปช่วยเหลือผู้ป่วยในวัด
รูปแบบคือมีตัวแทนจำหน่ายที่มารับสินค้าไปขายโดยจะได้ค่าตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวใช้ชื่อผู้อื่นเป็นเจ้าของ เป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง
เบื้องต้นมองว่าการกระทำดังกล่าว อาจไม่ได้เป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยรวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างที่กล่าวอ้าง เช่นเดียวกับโครงการ แชร์ 9 บาท จึงต้องการให้ตำรวจตรวจสอบโครงการทั้งหมด
ด้านนายรณณรงค์เปิดเผยว่า ขณะนี้พบข้อหาที่เข้าข่ายเป็นความผิดเบื้องต้น 4 ข้อหา คือความผิดเกี่ยวกับมาตรา 157 หลังพบพฤติการณ์โอนเงินที่ผิดปกติ ความผิดเกี่ยวกับการให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าหน้าที่รัฐกรณีนำข้อมูลที่ไม่ตรงกับบัตรประชาชนไปแจ้งในใบสุทธิขณะอุปสมบท และการนำข้อมูลอาจเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ กรณีนำใบสุทธิที่อาจไม่ใช่ของจริงไปเปิดบัญชีเพื่อรับบริจาคเงินผ่านรูปแบบออนไลน์ ซึ่งกรณีนี้หากมีการใช้ใบสุทธิปลอมจริงก็จะเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนด้วย